สภาคริสตจักรในประเทศไทย : ศาสนาคริสต์

สภาคริสตจักรในประเทศไทย (The Church of Christ in Thailand)
(1) ประวัติความเป็นมา คริสตจักรโปรเตสแต้นท์ในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ในปี พ.ศ.2371 เมื่อศาสนาจารย์จาคอบ ทอมสิน และศาสนาจารย์นายแพทย์คาร์ล กุตสลาฟ เข้ามาเผยแร่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแต้นท์เป็นครั้งแรกในประเทศสยาม
ในปี พ.ศ.2383 มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกันเข้ามาในประเทศไทยและตั้งรากฐานอย่างมั่นคงในปี พ.ศ.2390 มิชชันนารีชุดนี้ประกอบด้วยนายแพทย์ซามูเอล เฮาส์ ศาสนาจารย์สตีเฟนและนางแมรี่ แมตตูน มิชชันนารีคณะนี้ได้จัดตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่หนึ่งกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2392 ต่อมาได้จัดตั้งเพรสไบเทอรี่แห่งสยามในวันที่ 1 กันยายน 1858
เมื่อถึงปี พ.ศ.2401 คณะมิชชันนารีขยายงานไปสู่ภูมิภาคโดยได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่เพชรบุรี โดยการนำของครอบครัวศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี และครอบครัวศาสนาจารย์ ชามูเอล จี แมคฟาร์แลนด์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน ปี พ.ศ.2410 ครอบครัวของศาสนาจารย์แมคกิลวารีได้ตั้งมิชชั่นประกาศ คริสตศาสนาที่เชียงใหม่ โดยมีครอบครัวของศาสนาจารย์วิสันเข้าร่วมงานด้วย ครอบครัวมิชชันนารีทั้งสองได้จัดตั้งคริสตจักร เพรสไบทีเรียนที่หนึ่งเชียงใหม่ ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2421 ซึ่งเป็นปีที่มีพระบรมราชโองการ เรื่องเสรีภาพทางศาสนา (มีผลบังคับใช้ในเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง)
การประกาศพระกิตติคุณได้ขยายออกไปในภูมิภาคต่างๆ มีการจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่ลำปาง ในปี พ.ศ.2428 ลำพูน (พ.ศ.2434) แพร่ พ.ศ.2436 น่าน (พ.ศ.2448) เชียงราย (พ.ศ.2440) และพิษณุโลก (ค.ศ.2432) ภายหลังได้ขยายงานไปยังเขตเชียงตุงของพม่า (พ.ศ.2447) และเขตเชียงรุ้งของจีน (พ.ศ.2514)
ในปี พ.ศ.2443 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารี ที่นครศรีธรรมราช และเมื่อถึงปี พ.ศ.2453 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่รัง ซึ่งเป็นศูนย์มิชชันนารีที่ขยายการปะกาศคริสตศาสนาไปสู่ท้องถิ่นที่อื่นๆ ในภาคใต้
ในเดือนเมษายน พ.ศ.2475 ได้มีการรวมเพรสใบเทอรี่สยามและลาวเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองคริสตจักรไทยที่เป็นอิสระ มีการรณรงค์และออกวารสาร “ข่าวคริสตจักรในปี พ.ศ.2477 มีการจัดประชุมเพื่อจัดตั้ง “สภาคริสตจักรในประเทศสยาม” ที่ประชุมได้รับธรรมนูญการปกครองคริสตจักรสยาม ซึ่งกำหนด คริสตจักรประจำชาตินี้ว่า “คริสตจักรในสยาม” มีนโยบายหลัก 3 ข้อ คือ “ประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง” “การเลี้ยงตนเอง” และ “การปกครองตนเอง”

โครงสร้างองค์การสภาคริสตจักรในประเทศไทย
มีโครงสร้างการดำเนินงาน ดังนี้

การบริหารจัดการ
ก. การปกครอง สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีการแบ่งการปกครองออกเป็นคริสตจักรภาคคริสตจักรท้องถิ่น หมวดและศาลาธรรม อีกทั้งมีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาสถาบันการแพทย์ร่วมทำพันธกิจของพระเจ้าอย่างครบวงจรสภาคริสจักรในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับคริสตจักรสากล อาทิ เป็นสมาชิกของสภาคริสตจักรสากล (World Council of Churches: WCC) สภาคริสเตียนแห่งเอเซีย (Christian Conference of Asia: CCA) และสหคริสตจักรปฏิรูปสากล (World Communion of Reform Churches: WCRC)
ข. นิมิต สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีเอกภาพแห่งการรับใช้ เพื่อประกาศพระกิตติคุณสร้างคริสตจักรที่มีสง่าราศี และสร้างสรรค์สังคมที่มีสันติสุข
ค. พันธกิจ สภาคริสตจักรในประเทศไทยคือองค์กรทางศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแต้นท์ที่รวมตัวกันเพื่อทำพันธกิจของพระเจ้าในประเทศไทย อันประกอบด้วย พันธกิด้านการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ พันธกิจด้านการศึกษา พันธกิจด้านการรักษาพยาบาลและพันธกิจอื่นๆ โดยมีหลักข้อเชื่อ ข้อปฏิบัติ และธรรมนูญเดียวกัน อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน ด้วยวิธีการเลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง
ยุทธศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานไว้ 9 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การขยายและเพิ่มพูนคริสตจักร ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างสาวกเพื่อการประกาศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประกาศพระกิตติคุณร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 สนับสนุนพันธกิจมิชชันนารี ทั้งการรับและส่ง ยุทธศาสตร์ที่ 5 เตรียมและพัฒนาศักยภาพผู้รับใช้ ยุทธศาสตร์ที่ 6 อภิบาลสมาชิกให้มีความเชื่อศรัทธา ตามคำสอนของพระคัมภีร์ ยุทธศาสตร์ที่ 7 การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ ยุทธศาสตร์ที่ 8 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและแก้ไขปรับปรุงธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ และยุทธศาสตร์ที่ 9 ปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทยทั้งระบบ ยุทธศาสตร์ที่ 10 เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันหน่วยงาน ยุทธศาสตร์ที่ 11 พัฒนาทรัพย์สินของสภาคริสจักรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำพันธกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 12 พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ยุทธศาสตร์ที่ 13 การพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกคริสจักรและชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 14 การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ทุกข์ยาก ถูกทอดทิ้ง และผู้ประสบภัยพิบัติ ยุทธศาสตร์ที่ 15 การพัฒนาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 16 การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและความร่วมมือการพัฒนา และบริการสังคมในประเทศและสู่การเป็นสากล ดังตาราง

ตารางยุทธศาสตร์ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย

ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การขยายและเพิ่มพูนคริสตจักร
1.1 สนับสนุนคริสตจักรให้เปิดจุดประกาศ
1.2 พัฒนาจุดประกาศให้เป็นหมวดคริสเตียนหรือคริสตจักร
1.3 ประกาศผ่านสื่อ สารสนเทศ และอื่นๆ
♣ คริสตจักรมีการขยายและเพิ่มพูน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างสาวกเพื่อการประกาศ
2.1 จัดทำ พัฒนาหลักสูตรและคู่มือการประกาศและการสร้างสาวก
2.2 ส่งเสริมให้คริสเตียนทุกคนประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณให้ทั่วถึง
2.3 ส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากร เครื่องมือ เทคนิค วิธีการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่จำเป็นแก่คริสตจักรภาค และคริสตจักรท้องถิ่น สู่การเป็นฐานปฏิบัติเพื่อการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณและเพิ่มพูนคริสตจักร โดยเฉพาะเป้าหมายในพื้นที่ที่ยังไม่มีคริสตจักร สังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บูรณาการเป็นศูนย์กลางการประสานงานตามนโยบายและแผนงานเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจด้านการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ
♣ ผู้ประกาศมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการประกาศพระกิตติคุณ และการอุทิศถวายตัว
♣ เพิ่มพูนผู้ประกาศ และสมาชิกคริสตจักรที่มีส่วนร่วมในการประกาศ
♣ ทุกคริสตจักรภาคทำการประกาศอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ มีนวัตกรรมในประกาศรูปแบบใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประกาศพระกิตติคุณร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์
3.1 ความร่วมมือระหว่าง คริสตจักร หน่วยงาน และสถาบัน
♣ ประกาศเพิ่มพูน แบบมีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 4 สนับสนุนพันธกิจมิชชันนารี ทั้งการรับและส่ง
4.1 การประสานงานพันธกิจมิชชันนารี และสร้างความสัมพันธ์กับคริสตจักรคู่มิตร
4.2 ส่งเสริมคริสตจักรท้องถิ่น คริสตจักรภาค ให้ทำพันธกิจมิชชันนารี ทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศ
♣ มีภราดรผู้ร่วมงานมากขึ้น
♣ สภาคริสตจักรในประเทศไทย ขยายการทำพันธกิจ สู่อาเซียน และสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 5 เตรียมและพัฒนาศักยภาพผู้รับใช้
5.1 ส่งเสริมเยาวชน ถวายตัวในสถาบันศาสนศาสตร์ศึกษา
5.2 พัฒนาศิษยาภิบาลในด้านคุณวุฒิ และคุณภาพ ในการทำพันธกิจ
5.3 ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้รับใช้ทั้งบรรพชิตและฆราวาสให้มีความเข้มแข็งในบริบทของตนเอง
5.4 มีกระบวนการประเมินผลการทำงานของศิษยาภิบาล จากผู้ทรงคุณวุฒิ
♣ เพื่อให้มีผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาในคริสตจักรอย่างทั่วถึง
♣ เพื่อศิษยาภิบาลมีความรู้ และทักษะการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ ผู้รับใช้ทุกระดับได้รับการพัฒนาตามหลักสูตรที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย กำหนด
♣ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของศิษยาภิบาล
ยุทธศาสตร์ที่ 6 อภิบาลสมาชิกให้มีความเชื่อศรัทธา ตามคำสอนของพระคัมภีร์
6.1 เสริมสร้างสมาชิกให้เป็นสาวกที่ดีในการประกาศพระกิตติคุณ ถวายทศางค์ และ
การถวายตัวรับใช้ตามของประทานในคริสตจักร
6.2 ส่งเสริมคริสตจักรให้มีการทำพันธกิจองค์รวม (Holistic Ministry)
6.3 การเสริมหนุนคริสตจักรท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
6.4 บ่มเพาะและเลี้ยงดูชีวิต คริสเตียนบนรากฐานของพระคัมภีร์ (คริสเตียนศึกษา)
♣ สมาชิกสามารถเป็นพยาน ประกาศพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ ผ่านชีวิต ประจำวัน
♣ คริสตจักรท้องถิ่นสัตย์ซื่อการถวายทศางค์มากขึ้น
♣ สมาชิกมีการถวายตัวเป็นผู้นำในคริสตจักร
♣ เพื่อสมาชิกเข้าใจ คำสอนขององค์พระเยซูคริสต์ผ่านการทำพันธกิจแบบองค์รวม
♣ ปรับระเบียบ หลัก เกณฑ์ โครงการคริสตจักรเลี้ยงตัวเอง 1979/2005
♣ จัดทำและพัฒนาหลักสูตร คริสเตียนศึกษาสำหรับทุกระดับที่เหมาะสมกับยุคสมัย
ยุทธศาสตร์ที่ 7 การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์
7.1 พัฒนาอนุศาสกและทีมงานศาสนกิจในด้านคุณวุฒิและคุณภาพ การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและการแพทย์
7.2 มีกระบวนการประเมินผลการทำงานของอนุศาสกและทีมศาสนกิจจากผู้ทรงคุณวุฒิ
♣ เพื่ออนุศาสกและทีมงานมีความรู้ และทักษะการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของ อนุศาสกและทีมงาน
ยุทธศาสตร์ที่ 8 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและแก้ไขปรับปรุงธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ
8.1 เร่งศึกษาและปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ
ให้สอดคล้องกับการบริหารงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทยในปัจจุบัน
8.2 พัฒนาหน่วยงาน สถาบันที่มีรายได้ ให้มีความเข้มแข็งทางการเงิน และพัฒนาทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
8.3 ให้การดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเป็นเอกภาพ
♣ การบริหารงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย มีความคล่องตัว และเหมาะสมกับการดำเนินงานแต่ละพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ความเข้มแข็งทางการเงินของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิ ผล รวม ทั้งความเป็นเอกภาพในการดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 9 ปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทยทั้งระบบ
9.1 เร่งพัฒนาปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ ถูกต้องแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน สามารถใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้ดี
♣ มีระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และผู้บริหารทุกระดับของสภาคริสตจักรในประเทศไทย สามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่ 10 เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบัน/หน่วยงาน
10.1 เร่งปรับปรุงพัฒนาและเสริมสร้างสถาบัน/หน่วยงานที่อ่อนแอให้มีความเข้มแข็ง
10.2 เสริมสร้าง สนับสนุนสถาบัน/หน่วยงานที่เข้มแข็งให้พัฒนายิ่งขึ้น
♣ สถาบันการศึกษา/สถาบันการแพทย์ หน่วยงานที่มีความอ่อนแอมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย
♣ เพื่อให้สถาบัน/หน่วยงาน ที่มีความเข้มแข็ง ขยายสาขาหรือก่อตั้งสถาบัน/หน่วยงานใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 11 พัฒนาทรัพย์สินของสภาคริสตจักรฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำพันธกิจ
11.1 คัดเลือกประเภทของทรัพย์สินในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนา
11.2 ปรับปรุงการบริหารกองทุนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
♣ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารทรัพย์สิน
♣ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารกองทุน
ยุทธศาสตร์ที่ 12 พัฒนาศักยภาพบุคลากร
12.1 เพื่อให้มีการเตรียมคนรุ่นต่อไปอย่างมีคุณภาพ
12.2 เร่งพัฒนาภาวะผู้นำสถาบัน/หน่วยงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ทุกคริสตจักร หน่วยงาน สถาบัน มีการเตรียมผู้นำ
♣ ผู้บริหาร สถาบัน หน่วยงาน มีศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่ 13 การพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกคริสตจักรและชุมชน
13.3 ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ และรายได้ของสมาชิกคริสตจักรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการเลี้ยงตนเอง
13.4 ส่งเสริมให้คริสตจักรเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและบริการชุมชน
13.5 ส่งเสริมงานสิทธิมนุษยชน และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้
♣ สมาชิกคริสตจักรมีความรู้ ความ สามารถ การบริหารการพัฒนา เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของตนเองและผู้อื่น
♣ เพื่อสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างคริสตจักรกับชุมชน
♣ กลุ่มเป้าหมายได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ 14 การช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ ผู้ทุกข์ยาก ผู้ถูกทอดทิ้ง และผู้ประสบภัยพิบัติ
14.1 ปรับปรุงระบบการให้บริการ และการบรรเทาทุกข์ที่รวดเร็วและเหมาะสม
14.2 ส่งเสริมการอภิบาลและดูแลผู้สูงอายุในคริสตจักรอย่างเหมาะสม
♣ มีการจัดการบรรเทาทุกข์ผู้ทุกข์ยากอย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถดำเนินชีวิต อย่างปกติสุข
ยุทธศาสตร์ที่ 15 การพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 15.1 การอนุรักษ์ฟื้นฟูและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ♣ รักษาความสมดุลและสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้าง
ยุทธศาสตร์ที่ 16 การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ และความร่วมมือ การพัฒนาและบริการสังคมในประเทศและสู่การเป็นสากล 16.1 เครือข่ายความร่วมมือในการทำพันธกิจระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และกับคริสตจักร องค์กรคริสต์ศาสนา องค์กรศาสนิกสัมพันธ์ องค์กรเอกชน และองค์กรภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ ♣ สภาคริสตจักรฯ มีความเป็นเอกภาพการรับใช้สังคมในประเทศ ในประชาคมอาเซียนและในระดับสากล

บุคคลสำคัญ
บุคคลสำคัญของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประกอบด้วยประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย เหรัญญิกสภาคริสตจักรในประเทศไทย กรรมการอำนวยการสภาฯ และที่ปรึกษากฎหมายสภาคริสตจักรในประเทศไทย ดังนี้

ลำดับ ชื่อ - นามสกุล ตำแหน่ง
1 ศาสนาจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ มหชลโรจน์ ประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
2 ศาสตราจารย์ ดร.รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
3 ผู้ปกครองสุรพงศ์ มิตรกูล รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
4 ผู้ปกครองกู้ศักดิ์ สารกิติพันธ์ เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย
5 ศาสนาจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ปุสุรินทร์คำ เหรัญญิกสภาคริสตจักรในประเทศไทย
6 ศาสนาจารย์อภิเดช ชัยราชา กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
7 ศาสนาจารย์สยาม ม่วงศักดิ์ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
8 มัคนายก นพ.วิฑูรย์ ยงเมธาวุฒิ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
9 ศาสนจารย์สิงขร รักสกุลใหม่ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
10 ศาสนจารย์สมชิด หัวนา กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 1
11 ศาสนจารย์เจษฏา ยะรินทร์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 2
12 ศาสนจารย์วีระ ขันอุระ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 3
13 ศาสนจารย์ประสงค์ วงศ์สิงห์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 4
14 ผู้ปกครองสะอาด กุนกันไชย กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 5
15 ผู้ปกครองสิทธิชัย วุฒิเศถกฤต กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 7
16 ศาสนจารย์กิตติคุณ ยาปัน กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 9
17 ศาสนจารย์ประสิทธิ์ ตาคำ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 10
18 ผู้ปกครองประสิทธิ์ ธงทัศวรรธนะ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 11
19 คุณวิศาล มหชวโรจน์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 12
20 ศาสนจารย์บริสุทธิ์ ภูผารส กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 13
21 ศาสนจารย์ประทีป ชีพนิรันดร์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 14
22 ศาสนจารย์นิรันดร์ เมืองชื่น กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 15
23 ศาสนจารย์สุชัย เสดวงชัย กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 16
24 ศิตยาภิบาลพรสรวง จิตต์แจ้ง กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 17
25 ศาสนจารย์สุรเดช วิสุทธิชน กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 18
26 ศาสนจารย์ประสิทธิ์ สาคร กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 19
27 คุณอภิศักดิ์ ก้องกังวาฬโชค ที่ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ
28 คุณอำพล บงกชมาศ ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ
29 มัคนายกยงยุทธ สืบทายาท ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สภาคริสตจักรในประเทศไทย เลขที่ 328 ถนนพญาไท เขตราชเทวี จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ : 0-2214-6000-9
โทรสาร : 0-2214-6010
เว็บไซต์ : http://www.cct.or.th/


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล
 

องค์การทางศาสนา

สภาคริสตจักรในประเทศไทย : ศาสนาคริสต์

สภาคริสตจักรในประเทศไทย (The Church of Christ in Thailand)
(1) ประวัติความเป็นมา คริสตจักรโปรเตสแต้นท์ในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ในปี พ.ศ.2371 เมื่อศาสนาจารย์จาคอบ ทอมสิน และศาสนาจารย์นายแพทย์คาร์ล กุตสลาฟ เข้ามาเผยแร่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแต้นท์เป็นครั้งแรกในประเทศสยาม
ในปี พ.ศ.2383 มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกันเข้ามาในประเทศไทยและตั้งรากฐานอย่างมั่นคงในปี พ.ศ.2390 มิชชันนารีชุดนี้ประกอบด้วยนายแพทย์ซามูเอล เฮาส์ ศาสนาจารย์สตีเฟนและนางแมรี่ แมตตูน มิชชันนารีคณะนี้ได้จัดตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่หนึ่งกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2392 ต่อมาได้จัดตั้งเพรสไบเทอรี่แห่งสยามในวันที่ 1 กันยายน 1858
เมื่อถึงปี พ.ศ.2401 คณะมิชชันนารีขยายงานไปสู่ภูมิภาคโดยได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่เพชรบุรี โดยการนำของครอบครัวศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี และครอบครัวศาสนาจารย์ ชามูเอล จี แมคฟาร์แลนด์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน ปี พ.ศ.2410 ครอบครัวของศาสนาจารย์แมคกิลวารีได้ตั้งมิชชั่นประกาศ คริสตศาสนาที่เชียงใหม่ โดยมีครอบครัวของศาสนาจารย์วิสันเข้าร่วมงานด้วย ครอบครัวมิชชันนารีทั้งสองได้จัดตั้งคริสตจักร เพรสไบทีเรียนที่หนึ่งเชียงใหม่ ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2421 ซึ่งเป็นปีที่มีพระบรมราชโองการ เรื่องเสรีภาพทางศาสนา (มีผลบังคับใช้ในเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง)
การประกาศพระกิตติคุณได้ขยายออกไปในภูมิภาคต่างๆ มีการจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่ลำปาง ในปี พ.ศ.2428 ลำพูน (พ.ศ.2434) แพร่ พ.ศ.2436 น่าน (พ.ศ.2448) เชียงราย (พ.ศ.2440) และพิษณุโลก (ค.ศ.2432) ภายหลังได้ขยายงานไปยังเขตเชียงตุงของพม่า (พ.ศ.2447) และเขตเชียงรุ้งของจีน (พ.ศ.2514)
ในปี พ.ศ.2443 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารี ที่นครศรีธรรมราช และเมื่อถึงปี พ.ศ.2453 ได้จัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่รัง ซึ่งเป็นศูนย์มิชชันนารีที่ขยายการปะกาศคริสตศาสนาไปสู่ท้องถิ่นที่อื่นๆ ในภาคใต้
ในเดือนเมษายน พ.ศ.2475 ได้มีการรวมเพรสใบเทอรี่สยามและลาวเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองคริสตจักรไทยที่เป็นอิสระ มีการรณรงค์และออกวารสาร “ข่าวคริสตจักรในปี พ.ศ.2477 มีการจัดประชุมเพื่อจัดตั้ง “สภาคริสตจักรในประเทศสยาม” ที่ประชุมได้รับธรรมนูญการปกครองคริสตจักรสยาม ซึ่งกำหนด คริสตจักรประจำชาตินี้ว่า “คริสตจักรในสยาม” มีนโยบายหลัก 3 ข้อ คือ “ประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง” “การเลี้ยงตนเอง” และ “การปกครองตนเอง”

โครงสร้างองค์การสภาคริสตจักรในประเทศไทย
มีโครงสร้างการดำเนินงาน ดังนี้

การบริหารจัดการ
ก. การปกครอง สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีการแบ่งการปกครองออกเป็นคริสตจักรภาคคริสตจักรท้องถิ่น หมวดและศาลาธรรม อีกทั้งมีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาสถาบันการแพทย์ร่วมทำพันธกิจของพระเจ้าอย่างครบวงจรสภาคริสจักรในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับคริสตจักรสากล อาทิ เป็นสมาชิกของสภาคริสตจักรสากล (World Council of Churches: WCC) สภาคริสเตียนแห่งเอเซีย (Christian Conference of Asia: CCA) และสหคริสตจักรปฏิรูปสากล (World Communion of Reform Churches: WCRC)
ข. นิมิต สภาคริสตจักรในประเทศไทยมีเอกภาพแห่งการรับใช้ เพื่อประกาศพระกิตติคุณสร้างคริสตจักรที่มีสง่าราศี และสร้างสรรค์สังคมที่มีสันติสุข
ค. พันธกิจ สภาคริสตจักรในประเทศไทยคือองค์กรทางศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแต้นท์ที่รวมตัวกันเพื่อทำพันธกิจของพระเจ้าในประเทศไทย อันประกอบด้วย พันธกิด้านการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ พันธกิจด้านการศึกษา พันธกิจด้านการรักษาพยาบาลและพันธกิจอื่นๆ โดยมีหลักข้อเชื่อ ข้อปฏิบัติ และธรรมนูญเดียวกัน อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน ด้วยวิธีการเลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง
ยุทธศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานไว้ 9 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การขยายและเพิ่มพูนคริสตจักร ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างสาวกเพื่อการประกาศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประกาศพระกิตติคุณร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 สนับสนุนพันธกิจมิชชันนารี ทั้งการรับและส่ง ยุทธศาสตร์ที่ 5 เตรียมและพัฒนาศักยภาพผู้รับใช้ ยุทธศาสตร์ที่ 6 อภิบาลสมาชิกให้มีความเชื่อศรัทธา ตามคำสอนของพระคัมภีร์ ยุทธศาสตร์ที่ 7 การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ ยุทธศาสตร์ที่ 8 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและแก้ไขปรับปรุงธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ และยุทธศาสตร์ที่ 9 ปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทยทั้งระบบ ยุทธศาสตร์ที่ 10 เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันหน่วยงาน ยุทธศาสตร์ที่ 11 พัฒนาทรัพย์สินของสภาคริสจักรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำพันธกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 12 พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ยุทธศาสตร์ที่ 13 การพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกคริสจักรและชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 14 การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ทุกข์ยาก ถูกทอดทิ้ง และผู้ประสบภัยพิบัติ ยุทธศาสตร์ที่ 15 การพัฒนาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 16 การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและความร่วมมือการพัฒนา และบริการสังคมในประเทศและสู่การเป็นสากล ดังตาราง

ตารางยุทธศาสตร์ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย

ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การขยายและเพิ่มพูนคริสตจักร
1.1 สนับสนุนคริสตจักรให้เปิดจุดประกาศ
1.2 พัฒนาจุดประกาศให้เป็นหมวดคริสเตียนหรือคริสตจักร
1.3 ประกาศผ่านสื่อ สารสนเทศ และอื่นๆ
♣ คริสตจักรมีการขยายและเพิ่มพูน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างสาวกเพื่อการประกาศ
2.1 จัดทำ พัฒนาหลักสูตรและคู่มือการประกาศและการสร้างสาวก
2.2 ส่งเสริมให้คริสเตียนทุกคนประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณให้ทั่วถึง
2.3 ส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากร เครื่องมือ เทคนิค วิธีการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่จำเป็นแก่คริสตจักรภาค และคริสตจักรท้องถิ่น สู่การเป็นฐานปฏิบัติเพื่อการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณและเพิ่มพูนคริสตจักร โดยเฉพาะเป้าหมายในพื้นที่ที่ยังไม่มีคริสตจักร สังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บูรณาการเป็นศูนย์กลางการประสานงานตามนโยบายและแผนงานเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจด้านการประกาศเผยแพร่พระกิตติคุณ
♣ ผู้ประกาศมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการประกาศพระกิตติคุณ และการอุทิศถวายตัว
♣ เพิ่มพูนผู้ประกาศ และสมาชิกคริสตจักรที่มีส่วนร่วมในการประกาศ
♣ ทุกคริสตจักรภาคทำการประกาศอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ มีนวัตกรรมในประกาศรูปแบบใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประกาศพระกิตติคุณร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์
3.1 ความร่วมมือระหว่าง คริสตจักร หน่วยงาน และสถาบัน
♣ ประกาศเพิ่มพูน แบบมีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 4 สนับสนุนพันธกิจมิชชันนารี ทั้งการรับและส่ง
4.1 การประสานงานพันธกิจมิชชันนารี และสร้างความสัมพันธ์กับคริสตจักรคู่มิตร
4.2 ส่งเสริมคริสตจักรท้องถิ่น คริสตจักรภาค ให้ทำพันธกิจมิชชันนารี ทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศ
♣ มีภราดรผู้ร่วมงานมากขึ้น
♣ สภาคริสตจักรในประเทศไทย ขยายการทำพันธกิจ สู่อาเซียน และสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 5 เตรียมและพัฒนาศักยภาพผู้รับใช้
5.1 ส่งเสริมเยาวชน ถวายตัวในสถาบันศาสนศาสตร์ศึกษา
5.2 พัฒนาศิษยาภิบาลในด้านคุณวุฒิ และคุณภาพ ในการทำพันธกิจ
5.3 ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้รับใช้ทั้งบรรพชิตและฆราวาสให้มีความเข้มแข็งในบริบทของตนเอง
5.4 มีกระบวนการประเมินผลการทำงานของศิษยาภิบาล จากผู้ทรงคุณวุฒิ
♣ เพื่อให้มีผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาในคริสตจักรอย่างทั่วถึง
♣ เพื่อศิษยาภิบาลมีความรู้ และทักษะการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ ผู้รับใช้ทุกระดับได้รับการพัฒนาตามหลักสูตรที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย กำหนด
♣ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของศิษยาภิบาล
ยุทธศาสตร์ที่ 6 อภิบาลสมาชิกให้มีความเชื่อศรัทธา ตามคำสอนของพระคัมภีร์
6.1 เสริมสร้างสมาชิกให้เป็นสาวกที่ดีในการประกาศพระกิตติคุณ ถวายทศางค์ และ
การถวายตัวรับใช้ตามของประทานในคริสตจักร
6.2 ส่งเสริมคริสตจักรให้มีการทำพันธกิจองค์รวม (Holistic Ministry)
6.3 การเสริมหนุนคริสตจักรท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
6.4 บ่มเพาะและเลี้ยงดูชีวิต คริสเตียนบนรากฐานของพระคัมภีร์ (คริสเตียนศึกษา)
♣ สมาชิกสามารถเป็นพยาน ประกาศพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ ผ่านชีวิต ประจำวัน
♣ คริสตจักรท้องถิ่นสัตย์ซื่อการถวายทศางค์มากขึ้น
♣ สมาชิกมีการถวายตัวเป็นผู้นำในคริสตจักร
♣ เพื่อสมาชิกเข้าใจ คำสอนขององค์พระเยซูคริสต์ผ่านการทำพันธกิจแบบองค์รวม
♣ ปรับระเบียบ หลัก เกณฑ์ โครงการคริสตจักรเลี้ยงตัวเอง 1979/2005
♣ จัดทำและพัฒนาหลักสูตร คริสเตียนศึกษาสำหรับทุกระดับที่เหมาะสมกับยุคสมัย
ยุทธศาสตร์ที่ 7 การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์
7.1 พัฒนาอนุศาสกและทีมงานศาสนกิจในด้านคุณวุฒิและคุณภาพ การอภิบาลในสถาบันการศึกษาและการแพทย์
7.2 มีกระบวนการประเมินผลการทำงานของอนุศาสกและทีมศาสนกิจจากผู้ทรงคุณวุฒิ
♣ เพื่ออนุศาสกและทีมงานมีความรู้ และทักษะการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
♣ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของ อนุศาสกและทีมงาน
ยุทธศาสตร์ที่ 8 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและแก้ไขปรับปรุงธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ
8.1 เร่งศึกษาและปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างธรรมนูญ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ
ให้สอดคล้องกับการบริหารงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทยในปัจจุบัน
8.2 พัฒนาหน่วยงาน สถาบันที่มีรายได้ ให้มีความเข้มแข็งทางการเงิน และพัฒนาทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
8.3 ให้การดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเป็นเอกภาพ
♣ การบริหารงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย มีความคล่องตัว และเหมาะสมกับการดำเนินงานแต่ละพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ความเข้มแข็งทางการเงินของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิ ผล รวม ทั้งความเป็นเอกภาพในการดำเนินพันธกิจของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 9 ปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทยทั้งระบบ
9.1 เร่งพัฒนาปรับปรุงระบบสารสนเทศของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ ถูกต้องแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน สามารถใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้ดี
♣ มีระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และผู้บริหารทุกระดับของสภาคริสตจักรในประเทศไทย สามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่ 10 เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบัน/หน่วยงาน
10.1 เร่งปรับปรุงพัฒนาและเสริมสร้างสถาบัน/หน่วยงานที่อ่อนแอให้มีความเข้มแข็ง
10.2 เสริมสร้าง สนับสนุนสถาบัน/หน่วยงานที่เข้มแข็งให้พัฒนายิ่งขึ้น
♣ สถาบันการศึกษา/สถาบันการแพทย์ หน่วยงานที่มีความอ่อนแอมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย
♣ เพื่อให้สถาบัน/หน่วยงาน ที่มีความเข้มแข็ง ขยายสาขาหรือก่อตั้งสถาบัน/หน่วยงานใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 11 พัฒนาทรัพย์สินของสภาคริสตจักรฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำพันธกิจ
11.1 คัดเลือกประเภทของทรัพย์สินในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนา
11.2 ปรับปรุงการบริหารกองทุนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
♣ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารทรัพย์สิน
♣ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารกองทุน
ยุทธศาสตร์ที่ 12 พัฒนาศักยภาพบุคลากร
12.1 เพื่อให้มีการเตรียมคนรุ่นต่อไปอย่างมีคุณภาพ
12.2 เร่งพัฒนาภาวะผู้นำสถาบัน/หน่วยงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย
♣ ทุกคริสตจักร หน่วยงาน สถาบัน มีการเตรียมผู้นำ
♣ ผู้บริหาร สถาบัน หน่วยงาน มีศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่ 13 การพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกคริสตจักรและชุมชน
13.3 ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ และรายได้ของสมาชิกคริสตจักรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการเลี้ยงตนเอง
13.4 ส่งเสริมให้คริสตจักรเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและบริการชุมชน
13.5 ส่งเสริมงานสิทธิมนุษยชน และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้
♣ สมาชิกคริสตจักรมีความรู้ ความ สามารถ การบริหารการพัฒนา เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของตนเองและผู้อื่น
♣ เพื่อสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างคริสตจักรกับชุมชน
♣ กลุ่มเป้าหมายได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ 14 การช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ ผู้ทุกข์ยาก ผู้ถูกทอดทิ้ง และผู้ประสบภัยพิบัติ
14.1 ปรับปรุงระบบการให้บริการ และการบรรเทาทุกข์ที่รวดเร็วและเหมาะสม
14.2 ส่งเสริมการอภิบาลและดูแลผู้สูงอายุในคริสตจักรอย่างเหมาะสม
♣ มีการจัดการบรรเทาทุกข์ผู้ทุกข์ยากอย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถดำเนินชีวิต อย่างปกติสุข
ยุทธศาสตร์ที่ 15 การพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 15.1 การอนุรักษ์ฟื้นฟูและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ♣ รักษาความสมดุลและสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้าง
ยุทธศาสตร์ที่ 16 การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ และความร่วมมือ การพัฒนาและบริการสังคมในประเทศและสู่การเป็นสากล 16.1 เครือข่ายความร่วมมือในการทำพันธกิจระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย และกับคริสตจักร องค์กรคริสต์ศาสนา องค์กรศาสนิกสัมพันธ์ องค์กรเอกชน และองค์กรภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ ♣ สภาคริสตจักรฯ มีความเป็นเอกภาพการรับใช้สังคมในประเทศ ในประชาคมอาเซียนและในระดับสากล

บุคคลสำคัญ
บุคคลสำคัญของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประกอบด้วยประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย เหรัญญิกสภาคริสตจักรในประเทศไทย กรรมการอำนวยการสภาฯ และที่ปรึกษากฎหมายสภาคริสตจักรในประเทศไทย ดังนี้

ลำดับ ชื่อ - นามสกุล ตำแหน่ง
1 ศาสนาจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ มหชลโรจน์ ประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
2 ศาสตราจารย์ ดร.รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
3 ผู้ปกครองสุรพงศ์ มิตรกูล รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย
4 ผู้ปกครองกู้ศักดิ์ สารกิติพันธ์ เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย
5 ศาสนาจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ปุสุรินทร์คำ เหรัญญิกสภาคริสตจักรในประเทศไทย
6 ศาสนาจารย์อภิเดช ชัยราชา กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
7 ศาสนาจารย์สยาม ม่วงศักดิ์ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
8 มัคนายก นพ.วิฑูรย์ ยงเมธาวุฒิ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
9 ศาสนจารย์สิงขร รักสกุลใหม่ กรรมการอำนวยการสภาฯ จากสมัชชาฯ
10 ศาสนจารย์สมชิด หัวนา กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 1
11 ศาสนจารย์เจษฏา ยะรินทร์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 2
12 ศาสนจารย์วีระ ขันอุระ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 3
13 ศาสนจารย์ประสงค์ วงศ์สิงห์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 4
14 ผู้ปกครองสะอาด กุนกันไชย กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 5
15 ผู้ปกครองสิทธิชัย วุฒิเศถกฤต กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 7
16 ศาสนจารย์กิตติคุณ ยาปัน กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 9
17 ศาสนจารย์ประสิทธิ์ ตาคำ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 10
18 ผู้ปกครองประสิทธิ์ ธงทัศวรรธนะ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 11
19 คุณวิศาล มหชวโรจน์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 12
20 ศาสนจารย์บริสุทธิ์ ภูผารส กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 13
21 ศาสนจารย์ประทีป ชีพนิรันดร์ กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 14
22 ศาสนจารย์นิรันดร์ เมืองชื่น กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 15
23 ศาสนจารย์สุชัย เสดวงชัย กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 16
24 ศิตยาภิบาลพรสรวง จิตต์แจ้ง กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 17
25 ศาสนจารย์สุรเดช วิสุทธิชน กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 18
26 ศาสนจารย์ประสิทธิ์ สาคร กรรมการอำนวยการสภาฯ ภาค 19
27 คุณอภิศักดิ์ ก้องกังวาฬโชค ที่ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ
28 คุณอำพล บงกชมาศ ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ
29 มัคนายกยงยุทธ สืบทายาท ปรึกษากฎหมายกรรมการตีความธรรมนูญฯ

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สภาคริสตจักรในประเทศไทย เลขที่ 328 ถนนพญาไท เขตราชเทวี จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ : 0-2214-6000-9
โทรสาร : 0-2214-6010
เว็บไซต์ : http://www.cct.or.th/


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล