สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา : ศาสนาซิกข์

ประวัติ
การที่ชาวซิกข์ได้เข้ามาพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากขึ้น จึงนำไปสู่การมีศาสนสถานแห่งแรกของชาวซิกข์ในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนา โดยตั้งอยู่ บริเวณถนนบ้านหม้อ เนื่องจากในสังคมของชาวซิกข์ คำสอนทางศาสนาเน้นถึงความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือกันภายในชุมชน นอกจากนั้นในคำสอนยังระบุว่าในที่ใดซึ่งมีชาวซิกข์ มากกว่าสองครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน ที่นั้นควรมีสถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน แต่ศาสนสถานของชาวซิกข์ไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างในรูปลักษณะที่เป็นศาสนสถานถาวร ถ้ายังไม่มีปัจจัยที่จะก่อสร้างชาวซิกข์สามารถใช้สถานที่ใดๆ ก็ได้เป็นศาสนสถาน แต่บริเวณนั้นต้องสะอาดและมีที่ประดิษฐานพระมหาคัมภีร์ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระศาสดา โดยที่ประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์จะสร้างเป็นแท่นหรือยกพื้นสูงกว่าบริเวณโดยรอบเหนือแท่นมีผ้าดาดอยู่เบื้องบน บริเวณใดที่มีพระมหาคัมภีร์ตั้งอยู่บริเวณนั้นถือว่าเป็นศาสนสถานของชาวซิกข์ได้ ดังมีหลักฐาน ปรากฏจากเรื่องราวที่ชาวซิกข์ได้ทำการบันทึกถึงศาสนสถานแห่งแรกของพวกตนไว้ว่า เมื่อชาวซิกข์เข้ามาอยู่มากขึ้น ศาสนสถานแห่งแรกจึงถูกกำหนดขึ้น กล่าวคือ ศาสนิกชนชาวซิกข์ ได้เช่าบ้านเรือนไม้ 1 คูหาที่บริเวณบ้านหม้อ ในปี ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) โดยขอเช่าจากเจ้าของบ้าน ด้วยค่าเช่าเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ตกแต่งให้เหมาะสมและดำเนินศาสนกิจได้ในไม่นาน แต่เนื่องจากยังไม่มีความสะดวกใจในการประกอบ ศาสนกิจบางประการศาสนิกชนจึงประกอบ ศาสนกิจกันเองอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ต่อมาเมื่อสังคมซิกข์เติบโตขึ้น ศาสนิกชนก็ได้ย้ายจากที่เดิม มาเช่าบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมและสัญญาเช่าระยะยาวกว่าเดิม ณ หัวมุมถนนพาหุรัดและถนน จักรเพชรปัจจุบัน หลังจากตกแต่งแก้ไขจนสามารถประกอบศาสนกิจได้แล้ว ก็พร้อมใจกันอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ มาประดิษฐานเป็นประธาน และสวดมนต์ปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุด นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 (พ.ศ.2456) เป็นต้น เป็นเวลาหลายปี
เมื่อชุมชนขยายตัวขึ้น ชาวซิกข์เห็นถึงความจำเป็นต้องมีศาสนสถานถาวรแทนการเช่าสถานที่เพื่อทำเป็นศาสนสถาน ดังนั้น ใน พ.ศ.2475 ชุมชนซิกข์ในกรุงเทพฯ จึงรวบรวมเงินกันเพื่อจัดซื้อที่ดินและก่อสร้างศาสนสถานของตนขึ้น ดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือรายงานการอุปถัมภ์ศาสนาอื่น (ศาสนาซิกข์) มีความว่า ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ศาสนิกชนชาวซิกข์ได้รวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ ด้วยจำนวนเงิน 16,200 บาท และออกแบบแปลนก่อสร้างเป็นตึกสามชั้นครึ่งด้วยจำนวนเงินอีกประมาณ 25,000 บาท สร้างตึกใหญ่เป็นศาสนสถานถาวรใช้ชื่อว่า “ศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา” (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย)
ศาสนสถานศรีคุรุสิงห์สภานี้ได้ดำเนินการสืบเนื่องต่อมา ดังจะเห็นได้จากคำร้องขอจดทะเบียนสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาของนายอักมานซิงห์ที่ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอจดทะเบียนสมาคมเป็นนิติบุคคล ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของศาสนสถานแห่งนี้ว่า ข้าฯ นับถือศาสนาซิกข์ มีโบสถ์เพื่อบำเพ็ญศาสนาอยู่ที่ตำบลพาหุรัด ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2486 ข้าฯ และเพื่อนชาวอินเดียด้วยกันได้ปรึกษากันว่า การเป็นโบสถ์เพื่อประกอบศาสนกิจนี้ เป็นการภายในเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครรู้จักจึงต้องการให้มีชื่อเสียงและรู้จักกันทั่วๆ จึงคิดตั้งเป็นสมาคมขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “ศรีคุรุสิงห์สภา” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของโบสถ์นี้
ศาสนสถานแห่งนี้ชาวซิกข์ได้ดำเนินกิจกรรมทางศาสนาสืบเนื่องมาตลอดเวลา นับจากวันที่ก่อตั้ง ไม่เว้นแม้ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทางสัมพันธมิตรได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อโจมตีโรงไฟฟ้าวัดเลียบระเบิดบางส่วนได้พลาดเป้าหมายและตกมาทำความเสียหายให้กับบริเวณศาสนสถานของชาวซิกข์ และในช่วงเกิดสงครามศาสนสถานแห่งนี้ยังเป็นที่ พักของชาวอินเดียหลายกลุ่มที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างสงครามด้วย คำร้องขอจดทะเบียนสมาคมของนายอักมานซิงห์สอดคล้องกับผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งไปสืบพฤติการณ์ วัตถุประสงค์และความประพฤติของกรรมการตลอดจนสถานที่ตั้งของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ซึ่งมีความว่า
(1) สถานที่ตั้งสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาตั้งอยู่ที่หลังวัดราชบูรณะมหาวิหาร (วัดเลียบ) เดิมสถานที่นี้เป็นวัดของพวกซิกข์ ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบกิจการศาสนาของพวกซิกข์มานาน มีทางเข้าออกทางด้านถนนมหาไชย ซึ่งเป็นตรอกทางเดินเท้าตรงข้ามกับร้าน ช.รัตนะ สถานที่นี้เป็นตัวตึก 3 ชั้น ซึ่งขณะนี้กำลังถูกซ่อมแซม เนื่องจากการถูกโจมตีทางอากาศคราวที่แล้ว มีบางสิ่งที่ได้รับความเสียหายเช่นตัวตึกทางบันไดชำรุด เฉพาะเนื้อที่ดินที่ปลูกสร้างนี้ ทางพวกซิกข์ได้ซื้อไว้เป็นจำนวนเงิน 16,000 บาท นานหลายปีแล้ว และได้มอบจัดให้เป็นสมบัติของวัดพวกซิกข์ มีทางเข้าออกสะดวกสบาย
(2) วัตถุประสงค์ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เท่าที่สืบทราบในขณะนี้ คือ การเผยแพร่ศาสนาต่อชนชาวซิกข์อบรมศีลธรรมจรรยา และให้การศึกษาช่วยเหลือผู้ตกยากอนาถา และก่อให้เกิดความสามัคคี ทั้งยังเป็นที่รวมปรึกษาหารือกิจการต่างๆ
(3) ความประพฤติของคณะกรรมการผู้ก่อการจัดตั้งสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ส่วนมาก ทุกคนมีความประพฤติเรียบร้อย ไม่ก่อกวนความสงบ และไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่การปกครอง
ผลจากการสืบสวน ทำให้กรมตำรวจจดทะเบียนสมาคมให้ตามใบอนุญาตจดทะเบียนสมาคม ลำดับ จ. 271 ลงวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2489 โดยวัตถุประสงค์ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ตามที่จดทะเบียนไว้มี 7 ข้อด้วยกัน คือ
(1) ทำการเผยแพร่ศาสนาซิกข์
(2) บำเพ็ญความสามัคคี
(3) ทำหนทางเขยิบความเป็นไปของสังคมให้ขึ้นระดับสูง
(4) อำนวยการศึกษาของเด็กชนชาติซิกข์
(5) ทำการบรรเทาทุกข์คนจนและคนอนาถา
(6) เผยแพร่วัฒนธรรมของชนชาติซิกข์
(7) ดูแลกิจการและจัดการทรัพย์สินของศรีคุรุสิงห์สภา
การดำเนินงานของสถาบันทางศาสนาซิกข์ในไทย จากที่ศึกษามาอาจกล่าวได้ว่ามีความสืบเนื่องมาพร้อมกับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวซิกข์ในประเทศไทย และมีพัฒนาการขึ้นตามความเติบโตของชุมชนซิกข์ในไทย ดังจะเห็นได้จากการเช่าสถานที่เพื่อประกอบกิจการทางศาสนาในระยะแรก จนสามารถก่อตั้งศาสนสถานถาวรในกรุงเทพฯ ได้ใน พ.ศ.2475 นอกจากนั้น ยังมีศาสนสถานของชาวซิกข์ตามที่ต่างๆ ในประเทศไทยอีก 16 แห่ง ตามจังหวัดที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่ การดำเนินงานของศาสนสถานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้น เป็นการดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ซึ่งเป็นศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย) โดยศาสนาซิกข์เป็นหนึ่งในห้าศาสนาที่รัฐรับรอง และสามาคมศรีคุรุสิงห์สภาได้รับการรับรองจากรัฐบาลให้เป็นองค์การทางศาสนา เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2512 ซึ่งจะกล่าวเกี่ยวกับบทบาทการดำเนินงานของสมาคมในประเทศไทย

โครสร้างองค์การ

การบริหารงาน
(1) การดำเนินงานด้านบริหารและจัดการศาสนา
การดำเนินงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา นอกจากจะดำเนินการในฐานะสถาบันทางศาสนาแล้ว สมาคมยังมีบทบาททาง ด้านสังคมด้วยดังจะเห็นได้จากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคม ที่ได้รวมหน้าที่ทางด้านการจัดการศึกษา และการบรรเทาทุกข์คนจนและคนอนาถาเข้าเป็น ส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์โดยสมาคม จัดสถานศึกษา สำหรับเยาวชนซิกข์และเยาวชนทั่วไป จัดการสอนภาษาปัญจาบีในอักขระวิธีคุรุมุขคี และสอนประวัติ ศาสนาซิกข์ นอกจากนั้นสมาคมยังดำเนินการในด้านอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะศูนย์กลางศาสนิกชนในไทย ตามวัตถุประสงค์ที่สมาคมฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการดำเนินงานใน พ.ศ.2536 วัตถุประสงค์ ของสมาคมจึงเพิ่มจาก 7 ข้อ ใน พ.ศ. 2489 เป็น 18 ข้อในปัจจุบัน ดังมีรายละเอียดของวัตถุประสงค์ ที่เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้
ก. เผยแพร่คำสั่งสอนของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ของซิกข์ (คือพระศาสดาคุรุนานัก ถึง พระศาสดาคุรุโควินทสิงห์) และพระคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ
ข. ดูแลจัดการศาสนสถานของซิกข์ที่มีอยู่แล้ว และจัดตั้งศาสนสถานใหม่ตามต้องการ
ค. จัดการแปลและพิมพ์พระคัมภีร์ และหนังสืออันเป็นการรับรองออกแพร่ในภาษาต่างๆ ตลอดจนหนังสือใหม่ๆ
ง. ใช้การพูด และปริทัศน์เผยแพร่ธรรมและจริยศึกษาเพื่อประโยชน์สุขของสังคมมนุษย์
จ. อำนวยการเฉลิมฉลองของวันสำคัญทางศาสนา และจัดชุมนุมทางศาสนาประจำวัน
ฉ. จัดบริการที่พักอาหารให้แก่เหล่าศาสนาจารย์ที่ประจำอยู่ ณ สมาคมและผู้ที่ทางคณะกรรมการของสมาคมฯ เห็นสมควร
ช. เพื่อแพร่ธรรมและความเจริญของสังคม โดยจัดให้มีศาสนาจารย์และคณะสังคีตจารย์ในโอกาสต่างๆ
ซ. ส่งนักเรียน นักศึกษา นักประพันธ์ นักปาฐกถา วิทยากร ฯลฯ ผู้เหมาะสมไป ศึกษาค้นคว้าศาสนาและสังคมซิกข์ตามศูนย์ซิกข์ต่างๆ ตามโอกาสอันเหมาะสม
ฌ. จัดตั้งสถานศึกษาในทุกระดับ และจัดการส่งเสริมเพื่อการศึกษาของนักเรียน นิสิตนักศึกษาให้ทัน และเกื้อกูลเพื่อการศึกษาติดต่อ และมีสัมพันธภาพอันดีงามกับสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ให้คงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในธรรมวินัย ย้ำความสำคัญแห่งศาสนบัญญัติของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ จัดให้มีพิธีรับอมฤตแก่ผู้ประสงค์จะเข้ารับกรรมสิทธิ์ในซิกข์ศาสนสถานทุกแห่งในศาสนสมบัติตลอดจนในทรัพย์สินต่างๆ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของซิกข์ศาสนสถานที่ตั้งแล้ว ทั้งที่จะก่อตั้งโดยอยู่ในกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา ซึ่งอาจมีอุปถัมภ์ศาสนกิจและศาสนิกชนตามศาสนสถานเหล่านั้น และจัดตั้งกรรมการบริหารและศาสนาจารย์ประจำ
ญ. อำนวยการสอนภาษาปัญจาบีในอักขระวิธีคุรุมุขคี และประวัติศาสนาซิกข์
ฎ. ให้มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล และองค์การศาสนาอื่นๆ
ฏ. ดำเนินการ “ครัวพระศาสดา” ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ฐ. เผยแพร่ธรรม และให้ความร่วมมือกับสถาบันศาสนาต่างๆ
ฑ. บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่มนุษย์ทั่วไป
ฒ. อำนวยการจัดศาสนพิธีให้แก่ซิกข์ศาสนิกชนทุกประการ
ณ. เมื่อมีความจำเป็นและเหมาะสม สามารถจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร และอนุกรรมการต่างๆ หรือมูลนิธิ เพื่อให้ดำเนินกิจการของสมาคมฯ ได้ด้วยดีตาม
วัตถุประสงค์
จากวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ มีอำนาจดูแล จัดการศาสนสถานของชาวซิกข์ที่มีอยู่แล้ว และจัดตั้งศาสนสถานแห่งใหม่ตลอดจนรับกรรมสิทธิ ในซิกข์ศาสนสถานทุกแห่งในศาสนสมบัติตลอดจนในทรัพย์สินต่างๆ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหา ริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการให้อำนาจแก่สมาคมศรีคุรุสภาในฐานะ ที่สมาคมได้รับการรับรองจากกรมการศาสนาว่าเป็นองค์การใหญ่ทางศาสนา ตามระเบียบของ กรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่างๆ พ.ศ.2512 ซึ่งความหมายของ “องค์การใหญ่ทางศาสนา” ตามระเบียบนี้ หมายถึง หน่วยงานที่องค์การศาสนาได้จัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือในการปกครองดูแลศาสนิกชนในศาสนานั้น การที่กรมการศาสนาจะรับรององค์การใดว่าเป็น องค์การศาสนาในประเทศไทยนั้นจะพิจารณา ในหลักการสำคัญต่อไปนี้ คือ ก. หลักธรรมคำสอนมีลักษณะเป็นศาสนาหนึ่งต่างหากจากศาสนาอื่นโดย
สมบูรณ์ในทางศาสนศาสตร์
ข. ปรากฏในสำมะโนประชากรว่ามีพลเมืองนับถือไม่น้อยกว่าห้าพันคน
ค. คำสอนและวิธีการสอนไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย แห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกิจการทางศาสนา ไม่แอบแฝงด้วยลัทธิการเมือง และวัตถุประสงค์อย่างอื่น
(2) หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเป็นสมาชิก
กรณีของศาสนซิกข์ เมื่อสมาคมศรี คุรุสิงห์สภาได้รับการรับรองให้เป็นองค์การใหญ่ ทางศาสนาของศาสนาซิกข์ จึงมีหน้าที่ดูแลคุรุดวารา ทุกแห่งของศาสนาซิกข์ที่อยู่ในประเทศไทย โดยผู้ที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการในนามของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา คือ คณะกรรมการบริหาร สมาคมอันประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมจำนวน 15 ท่าน ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระละหนึ่งปี ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร และผู้มีสิทธิ รับเลือกต้องเป็นสมาชิกของสมาคมฯ หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเป็นสมาชิกประกอบด้วย
ก. เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีถิ่นฐานและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลหรือในจังหวัดข้างเคียง และต้องมีบัตรประจำตัว หรือใบต่างด้าว
ข. ผู้ที่มีความเชื่อมั่น และยึดถือพระศาสดาแห่งศาสนาซิกข์ทั้ง 10 พระองค์ (ตั้งแต่พระศาสดาคุรุนานัก ถึง พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์) และพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นสรณะเท่านั้น และทำพิธีกรรมทุกอย่างดำเนินชีวิตตามหลักและประเพณีของศาสนาซิกข์ มีสามารถสมัครเป็น สมาชิกสามัญได้
ค. ให้ยื่นใบสมัครตามแบบชำระค่าสมาชิกตามที่กำหนด (ค่าสมาชิก 10 บาทต่อปี หรือ 100 บาทตลอดชีพ) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ และอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารแล้ว จึงจะได้เป็นสมาชิกสมทบ
ง. สมาชิกสมทบตามข้อ 3 จะได้รับการเป็นสมาชิกสามัญโดยสมบูรณ์ หลังจาก 6 เดือน นับจากวันที่ได้เป็นสมาชิกภาคสมทบ
จ. สมาชิกผู้ใดเป็น “ปติตะ” (เช่น ตัดผม โกนผม หนวดเครา และละเมิด วินัยแห่งศาสนาซิกข์) หรือได้ประพฤติขัดและผิดกับกฎ และข้อบังคับของสมาคมฯ ให้ถือว่าขาดจาก การเป็นสมาชิกภาพ
ฉ. ผู้ที่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำสั่งศาล ผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเป็นผู้ที่มี ความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย หรือผู้ที่ทำการก่อกวน หรือกระทำการกระด้างกระเดื่อง หรือก่อเหตุอันไม่สมควรต่อสมาชิก และคณะกรรมการให้บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นสมาชิกสามัญทันที คณะกรรมการบริหารที่มาจากเลือกตั้ง จะทำการเลือกในที่ประชุมใหญ่สมาชิกสามัญ ในวันใดวันหนึ่งที่เหมาะสม ภายในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม โดยคณะกรรมการบริหาร ซึ่งอยู่ในวาระจะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง ปกติจะเป็นวันอาทิตย์ เพื่อให้สะดวกแก่สมาชิกสมาคมที่จะมาใช้สิทธิ เมื่อกำหนดวันแล้ว คณะกรรมการบริหารจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งจำนวน 5 ท่าน กำหนดให้ 2 ใน 5 ท่านต้องมาจากกรรมการมูลนิธิคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา หรือคณะทรัสตีแห่งคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา เมื่อได้กรรมการอำนวยการเลือกตั้งครบ 5 ท่านแล้ว ทั้ง 5 ท่านจะประชุมเพื่อแต่งตั้งกรรมการเพิ่มอีก 2 ท่าน รวมเป็นคณะกรรมการ 7 ท่าน จึงจะถือว่า เป็นคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งที่สมบูรณ์ จากนั้น คณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งจะรับรายชื่อสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงจากคณะกรรมการบริหาร 10 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง
ในวันเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งเป็นผู้แจ้งคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง และวิธีการเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกสามัญแต่ละท่านมีสิทธิเสนอ หรือรับรองชื่อของผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กรรมการได้ท่านละหนึ่งชื่อ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ต้องมีผู้ถูกเสนอชื่อไม่ต่ำกว่า 18 ชื่อ และไม่เกิน 25 ชื่อ จากนั้น สมาชิกแต่ละคนจะลงคะแนนเลือกคณะกรรมการ บริหารได้ไม่เกินท่านละ 12 ชื่อ จากรายชื่อ ที่มีผู้เสนอมา หากสมาชิกท่านใดเลือกเกิน 12 ชื่อ ถือว่าเป็นบัตรเสีย ผู้ที่ได้รับการเลือกมากที่สุด 12 ชื่อแรก เป็นผู้ที่ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาต่อไป คณะกรรมการบริหารนี้มีวาระหนึ่งปี และสามารถเป็นติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 สมัย (3 ปี) หากผู้ใดเป็นกรรมการบริหารครบ 3 สมัยแล้ว ต้องเว้นระยะ อย่างน้อย 1 สมัย จึงสามารถกลับมาเป็นกรรมการบริหารสมาคมได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการผูกขาด อำนาจการบริหารสมาคม ไม่ให้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนานเกินไป คณะกรรมการบริหารที่ได้รับเลือกตั้งมาทั้ง 12 ท่าน ต้องประชุมกันเพื่อสรรหาผู้ที่เหมาะสมอีก 3 ท่าน มาทำงานร่วมด้วย โดยจะพิจารณาจาก คุณสมบัติว่าคณะกรรมการที่ได้รับเลือกมาทั้ง 12 ท่าน ต้องการผู้มีคุณสมบัติใดมา เพิ่มอีกจะเลือกจาก คุณสมบัติที่ต้องการนั้น เพื่อให้ได้คณะกรรมการบริหารสมาคมครบ 15 ท่าน ตามข้อบังคับ คณะกรรมการ บริหารของสมาคมฯ มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายของสมาคม และถือว่าการทำหน้าที่ คณะกรรมการนี้เป็นการทำงานโดยจิตศรัทธา และไม่ได้รับเงินเดือน หรือค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น โดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา(กรุงเทพฯ) แม้จะมี อำนาจในการดูแลจัดการศาสนสถานของซิกข์ที่มีอยู่แล้วตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 แต่โดยสภาพความ เป็นจริงทางสมาคมฯ ที่กรุงเทพฯ จะให้อำนาจการดูแลจัดการศาสนสถานของชาวซิกข์หรือ คุรุดวารา แก่คณะกรรมการของศรีคุรุสิงห์สภาในท้องถิ่นแต่ละแห่ง เป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการดูแลคุรุดวาราเหล่านั้นเอง การได้มาของคณะกรรมการบริหารของศรีคุรุสิงห์สภาในต่างจังหวัดนั้นมีที่มาเหมือนกับ ทางกรุงเทพฯ เนื่องจากได้นำกฎและข้อบังคับของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ ไปประยุกต์ใช้ อาจมีความแตกต่างกัน เฉพาะจำนวนกรรมการ และวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากชุมชนของชาวซิกข์ในต่างจังหวัด มีขนาดเล็กกว่าในกรุงเทพฯ ดังนั้น จำนวนกรรมการอาจมีจำนวนน้อยกว่า กรุงเทพฯ ขณะที่วาระการดำรง ตำแหน่งอาจนานกว่าเป็นวาระละ 2 ปี ดังกรณีของคุรุดวาราที่ภูเก็ต ซึ่งมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2459 ที่แสดงให้เห็นว่ามีชาวซิกข์ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้ว นอกจากที่ภูเก็ตแล้ว ยังมีคุรุดวาราของชาวซิกข์ในไทยอีกหลายแห่ง อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น อุบลราชธานี พัทยา ฯลฯ (3) บทบาทของสมาคม
จากการที่สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาในกรุงเทพฯ มีนโยบายทางด้านการกระจายอำนาจ ทำให้สาขาสมาคมในต่างจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบดูแลคุรุดวาราในต่างจังหวัด และทำหน้าที่ในการ สัมพันธ์ติดต่อกับตัวแทนของรัฐในระดับท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง ขณะที่สมาคมที่กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่ สัมพันธ์กับรัฐในส่วนกลางและองค์กรศาสนาอื่นๆ โดยจะแยกการดำเนินการของสมาคมในฐานะสถาบัน ทางศาสนาซิกข์ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ
ก. บทบาทด้านงานบริหารและจัดการด้านศาสนา ประกอบด้วย งานการปกครองทางศาสนา งานการศึกษาของบุคลากรทางศาสนา งานเผยแพร่ศาสนธรรม และงานบริหารอาคารสถานที่
ข. บทบาทด้านงานการศึกษาและสังคมสงเคราะห์ ประกอบด้วย งานสนับสนุนการศึกษา และงานสงเคราะห์และบริการสังคม
(4) งานปกครองทางศาสนา
สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (กรุงเทพฯ) มีฐานะเป็นองค์การใหญ่ทางศาสนาซิกข์ จึงมีหน้าที่ ในการปกครองดูแลศาสนิกชนในศาสนาซิกข์โดยทั่วไป นอกจากนั้นการที่ศาสนาซิกข์เป็นหนึ่งในห้าศาสนาที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของทางรัฐบาลไทย ทำให้สมาคมมีบทบาทเพิ่มในการส่งเสริมศีลธรรมและวัฒนธรรมของชาติตลอดจนเพิ่มพูนความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนผู้ต่างศาสนากัน ซึ่งในการทำหน้าที่ทั้งหมดนี้ สมาคมได้ดำเนินงานโดยแยกเป็นงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค งานในส่วนกลาง คือ งานการปกครองทางศาสนาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ โดยสมาคมจะดูแลจัดการคุรุดวาราที่กรุงเทพฯ และทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการในส่วนกลาง โดยเฉพาะกับกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานนายกรัฐมนตรี ฯลฯ นอกจานั้นจะติดต่อกับผู้แทนองค์การศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย
งานในส่วนภูมิภาค คือ งานการปกครองทางศาสนาในเขตจังหวัดอื่นๆ ที่มีคุรุดวารา ตั้งอยู่จะอยู่ในอำนาจการปกครองของคณะกรรมการศรีคุรุสิงห์สภาของจังหวัดนั้นๆ ทั้งนี้คณะกรรมการเหล่านั้น สามารถติดต่อประสานงานกับองค์กรของรัฐและส่วนเอกชนในท้องถิ่นในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ได้โดยตรง นอกจากการประสานงานกับองค์กรของรัฐในส่วนกลางเท่านั้น ที่คุรุดวาราในภูมิภาคต้องดำเนินการโดยผ่าน การประสานงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ ซึ่งลักษณะงานการปกครองทางศาสนาของสมาคม นับว่ามีการกระจายอำนาจและให้อำนาจการควบคุมอยู่ในความดูแลของชุมชน เหตุที่กล่าวเช่นนี้ เพราะคณะกรรมการของสมาคมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (คณะกรรมการบริหารที่ดูแลคุรุดวารา แต่ละแห่ง) มีที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกภายในชุมชนซิกข์ในเขตของคุรุดวาราแต่ละแห่ง ดังนั้น หากคณะกรรมการดำเนินงานบริหารไม่เหมาะสม สมาชิกมีสิทธิจะไม่เลือกบุคคลเหล่านั้นมาทำงานบริหาร ในโอกาสต่อไปจึงเป็นการควบคุมการทำงานโดยชุมชน
(5) งานการศึกษาของบุคลากรทางศาสนา
งานด้านนี้ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่สนใจจะดำเนินงานด้านศาสนา กรณีของศาสนาซิกข์มีข้อควรกล่าวถึงคือ ในศาสนาซิกข์ไม่มีผู้ที่อยู่ในฐานะของนักบวชโดยตรง ทุกคนสามารถเรียนรู้พระมหาคัมภีร์ที่จารึกคำสอนทางศาสนาได้ และสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ดังนั้น การศึกษาเรื่องศาสนาจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ของชาวซิกข์ทุกคน ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้สามารถดำเนินมาได้ โดยตลอดในชุมชนของชาวซิกข์ ทั้งในอินเดียและประเทศต่าง ๆ
กรณีนี้ มีความแตกต่างจากชุมชนชาวซิกข์ในไทย เนื่องจากชาวซิกข์ในไทย แม้จะมี จำนวนพอสมควร แต่ยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ประกอบกับสมาชิกของชุมชน เกือบทั้งหมด อยู่ในเขตเมืองและประกอบอาชีพทางด้านธุรกิจการค้าเป็นหลัก ทำให้โอกาสที่จะศึกษาเพื่อทำหน้าที่ ศาสนาจารย์หรือสังคีตจารย์ยังมีน้อย ดังนั้น การจัดการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรทางศาสนาซิกข์ในประเทศไทย จึงยังไม่เกิดขึ้น บุคลากรทางศาสนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาที่เดินทางมาจาก ประเทศอินเดีย หรือที่อื่นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาด้านศาสนาในที่นี้ จะขอกล่าวถึงลักษณะการศึกษา ของบุคลากรทางศาสนาที่ได้รับจากประเทศอินเดียเป็นหลัก เนื่องจากในอนาคตหากจะมีการจัดการ ศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรทางศาสนาซิกข์ในประเทศไทย วิธีการจัดการศึกษาที่จะเกิดขึ้นอาจต้องใช้รูปแบบ จากประเทศอินเดียเป็นหลักก่อนที่จะมาปรับให้เหมาะสมกับสังคมชาวซิกข์ในประเทศไทย
(6) งานเผยแพร่ศาสนธรรม
หน้าที่ประการหนึ่งของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา คือ การเผยแพร่คำสอนทางศาสนา ซิกข์ให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป ซึ่งการเผยแพร่คำสอนนี้ทางสมาคมได้ดำเนินการทั้งภายในกลุ่ม ชาวซิกข์และบุคคลทั่วไป โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
ก. การเผยแผ่ศาสนาธรรมแก่ชาวซิกข์ คำสอนสำคัญในการปฏิบัติชีวิต ส่วนตนของชาวซิกข์ คือ การสวดนาม (การระลึกถึงพระเจ้า) และเจริญธรรมในพระมหาคัมภีร์ และการดำเนินชีวิตตามศาสโนวาทของพระศาสดาการทำเซวา
ข. การเผยแผ่ศาสนธรรมแก่บุคคลทั่วไปในสังคมไทย เนื่องจากชาวไทยโดยทั่ว ไปยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาซิกข์ไม่มากนัก ดังนั้น สมาคมจึงถือเป็นหน้าที่ประการหนึ่งที่จะเผยแพร่ ความรู้เกี่ยวกับศาสนาซิกข์ให้คนทั่วไปได้รู้จัก เนื่องจากศาสนามีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบ แบบแผน ค่านิยม และอุดมคติในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พร้อมทั้งการพัฒนาทางด้านจิตใจ ดังนั้น ในสังคมที่มี คนหลายเชื้อชาติศาสนามาอยู่ร่วมกัน กลุ่มคนเหล่านั้นควรเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาของคนกลุ่มอื่น เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องโลกทัศน์ของแต่ละฝ่าย อันจะทำให้มีชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข
(7) งานบริหารอาคารสถานที่
หน้าที่ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาในด้านนี้ คือ การบริหารจัดการเกี่ยวกับคุรุดวารา เพื่อให้คุรุดวารา มีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาได้สมควรแก่ศาสนพิธีที่เกิดขึ้น ทั้งศาสนพิธี ที่จัดในวันสำคัญทางศาสนาและศาสนพิธีในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป
การประกอบศาสนพิธีของชาวซิกข์นั้น ต้องกระทำเบื้องหน้าพระมหาคัมภีร์ พิธีเกี่ยวกับการเกิดการตั้งชื่อบุตรธิดา การแต่งงาน ฯลฯ จะเป็นการประกอบพิธีที่สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่มีพระมหาคัมภีร์ปรากฏอยู่ในที่นั้น ตัวอย่างที่จะยกมาประกอบในที่นี้ คือ พิธีการตั้งชื่อบุตรธิดา
สำหรับครอบครัวชาวซิกข์ ภายหลังการให้กำเนิดบุตรธิดา และมารดาแข็งแรงขึ้น สามารถเคลื่อนไหวได้ (ไม่มีกำหนดว่ากี่วัน) ให้ครอบครัวและญาติพี่น้องเดินทางมาคุรุดวารา พร้อมนำคาร่าปัรซาต มาด้วยหรือใช้ที่มีในคุรุดวารา แล้วประกอบพิธีเจริญธรรม พร้อมขับร้องบทสวดที่เหมาะสม โดยขับร้องต่อ หน้าพระพักตร์พระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบเพื่อแสดงความปิติและระลึกถึง พระคุณของพระศาสดา กรณีที่มีการสวดพระธรรมในพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบให้ทำพิธีสวด ให้เสร็จ แล้วขอประทานพระบัญชา จากพระศาสดา ศาสนาจารย์จะประกาศอักษรตัวแรกที่ได้จากพระบัญชาของพระศาสดา ให้ผู้ร่วมชุมนุม เจริญธรรมทราบแล้วจึงตั้งชื่อเด็กตามตัวอักษรนั้น
พิธีตั้งชื่อบุตรธิดานั้นจะทำที่คุรุดวาราเป็นหลัก เพื่อเป็นมงคลแก่เด็กและเป็นการแนะนำเด็ก ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ให้เป็นที่รู้จักแก่คนในชุมชน การที่กิจกรรมหลายอย่างต้องกระทำที่คุรุดวารา ทำให้สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาต้องจัดเตรียมสถานที่สำหรับการดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น การเตรียมการนี้เห็นได้จากเมื่อมีการสร้างคุรุดวาราขึ้นใหม่แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมไป สมาคมได้จัดแบ่งพื้นที่ภายในคุรุดวาราแห่งใหม่ สำหรับรองรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
ก. ชั้นล่าง เป็นบริเวณโถงทางเข้า ซึ่งมีพื้นที่กว้างพอสมควร ด้านในของโถงทางเข้า มีบันไดสำหรับใช้ขึ้น-ลงทั้งด้านซ้ายและขวา ระหว่างกลางของบันไดทั้งสองด้านติดตั้งลิฟต์ จำนวนสามตัว ด้านขวามือของโถงทางเข้า แบ่งพื้นที่เป็นสุขศาลานานักมิชชั่น ห้องอาหารของศาสนาจารย์ ด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของห้องสมุด และบริเวณที่ทำการของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา นอกจากนั้นยังมีห้องสุขาสำหรับหญิง-ชาย และบริเวณสำหรับจัดเก็บรองเท้าของผู้ที่มาคุรุดวารา เนื่องจากเป็นระเบียบว่าจะไม่มีการสวมรองเท้าขึ้นสู่ชั้นบนของคุรุดวารา ดังนั้น ทางสมาคมจึงเตรียมที่จัดเก็บรองเท้าไว้รองรับผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมที่คุรุดวารา
ข. ชั้นสอง เป็นห้องประชุมอเนกประสงค์ สามารถดัดแปลงใช้ตามกิจกรรมที่จำเป็น เช่น เป็นสถานที่จัดเลี้ยงในงานต่างๆ เป็นห้องประชุมฟังคำบรรยายของผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาที่ สมาคมเชิญมาเป็นครั้งคราว ฯลฯ ในวันสำคัญทางศาสนา และวันเสาร์-อาทิตย์ บริเวณนี้จะดัดแปลงเป็นลังกัร (Langar) บริเวณชั้นสองจึงใช้เพื่อประกอบงานพิธี ทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและกิจกรรมสาธารณของชุมชน
ค. ชั้นสาม เป็นห้องสำหรับจัดงานและกิจกรรมทั่วไปเช่นเดียวกับชั้นสองแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ชั้นสอง
ง. ชั้นสี่ เป็นห้องโถงใหญ่ มีที่ประดิษฐานพระมหาคัมภีร์ตั้งอยู่เวลาเช้าตรู่ประมาณ 04.30 น. ศาสนาจารย์จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์มายังที่ประดิษฐานและประกาศไว้ตลอดวัน เมื่อถึงเวลาประมาณ 18.30 น. จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์กลับไปยังห้องที่ชั้นหก ภายในบริเวณ ห้องโถงใหญ่นี้เป็นที่ชุมชุนเจริญธรรมของชาวซิกข์ในระหว่างที่มีพิธีทางศาสนาจะมีศาสนิกชนชาวซิกข์มาร่วมเป็นจำนวนมาก ผู้เข้าร่วมพิธีจะนั่งแยกกันระหว่างหญิงและชายตำแหน่งที่นั่งคือ เมื่อหันหน้าเข้าหาพระมหาคัมภีร์ ฝ่ายชายจะอยู่ขวามือ ฝ่ายหญิงอยู่ซ้าย
จ. ชั้นห้า เป็นพื้นที่ของโรงเรียนสอนศาสนาและอีกส่วนหนึ่งแบ่งให้เป็นพื้นที่ของ โรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติ แผนกเตรียมอนุบาล-อนุบาล 2 ซึ่งเป็นเด็กเล็ก ไม่สะดวกจะเดินทางไปเรียนที่บางนา จึงจัดให้มีการเรียนการสอนที่บริเวณคุรุดวารา แต่เมื่อขึ้นชั้นประถมเด็กนักเรียนจะไปเรียนที่บางนา
ฉ. ชั้นหก จะแบ่งประโยชน์ใช้สอยเป็นสองส่วน คือ ครั้งหนึ่งจะเป็นที่ประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์ ในบริเวณนี้จะจัดพื้นที่สำหรับศาสนจารย์และชาวซิกข์ทั่วไป ให้มาศึกษาหาความรู้ จากพระมหาคัมภีร์ได้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งแบ่งให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติ แผนกเตรียมอนุบาล-อนุบาล 2 สำหรับใช้เป็นห้องประชุมและห้องอเนกประสงค์
จากการจัดเตรียมพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการดำเนินชีวิตของชาวซิกข์ในสังคมจะมีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา และชาวซิกข์ให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ชาวซิกข์จะเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่สมาคมจัดขึ้นเสมอ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการเข้าร่วมทั้งครอบครัว ทั้งชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่ นอกจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่กล่าวมาแล้ว ชาวซิกข์ในสังคมไทยยังดำเนินกิจกรรมทางด้านสังคมภายใต้การนำของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา

บุคคลสำคัญ
บุคคลสำคัญของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ประกอบด้วยองค์ศาสดาทั้ง 10 พระองค์ ของศาสนาซิกข์เพียงเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ 8.2 เรื่องศาสนบุคคล ไม่ได้นับถือหรือให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นเป็นพิเศษเหมือนศาสนาอื่นๆ

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ซิกข์) เลขที่ 565 ถนนจักรเพชร เขตพระนคร แขวงวังบูรพาภิรมย์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2224-8094 / 0-2221-1011
โทรสาร : 0-2949-4220
อีเมล์ : [email protected]
เว็บไซต์ :


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล
 

องค์การทางศาสนา

สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา : ศาสนาซิกข์

ประวัติ
การที่ชาวซิกข์ได้เข้ามาพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากขึ้น จึงนำไปสู่การมีศาสนสถานแห่งแรกของชาวซิกข์ในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนา โดยตั้งอยู่ บริเวณถนนบ้านหม้อ เนื่องจากในสังคมของชาวซิกข์ คำสอนทางศาสนาเน้นถึงความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือกันภายในชุมชน นอกจากนั้นในคำสอนยังระบุว่าในที่ใดซึ่งมีชาวซิกข์ มากกว่าสองครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน ที่นั้นควรมีสถานที่เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน แต่ศาสนสถานของชาวซิกข์ไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างในรูปลักษณะที่เป็นศาสนสถานถาวร ถ้ายังไม่มีปัจจัยที่จะก่อสร้างชาวซิกข์สามารถใช้สถานที่ใดๆ ก็ได้เป็นศาสนสถาน แต่บริเวณนั้นต้องสะอาดและมีที่ประดิษฐานพระมหาคัมภีร์ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระศาสดา โดยที่ประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์จะสร้างเป็นแท่นหรือยกพื้นสูงกว่าบริเวณโดยรอบเหนือแท่นมีผ้าดาดอยู่เบื้องบน บริเวณใดที่มีพระมหาคัมภีร์ตั้งอยู่บริเวณนั้นถือว่าเป็นศาสนสถานของชาวซิกข์ได้ ดังมีหลักฐาน ปรากฏจากเรื่องราวที่ชาวซิกข์ได้ทำการบันทึกถึงศาสนสถานแห่งแรกของพวกตนไว้ว่า เมื่อชาวซิกข์เข้ามาอยู่มากขึ้น ศาสนสถานแห่งแรกจึงถูกกำหนดขึ้น กล่าวคือ ศาสนิกชนชาวซิกข์ ได้เช่าบ้านเรือนไม้ 1 คูหาที่บริเวณบ้านหม้อ ในปี ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) โดยขอเช่าจากเจ้าของบ้าน ด้วยค่าเช่าเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ตกแต่งให้เหมาะสมและดำเนินศาสนกิจได้ในไม่นาน แต่เนื่องจากยังไม่มีความสะดวกใจในการประกอบ ศาสนกิจบางประการศาสนิกชนจึงประกอบ ศาสนกิจกันเองอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ต่อมาเมื่อสังคมซิกข์เติบโตขึ้น ศาสนิกชนก็ได้ย้ายจากที่เดิม มาเช่าบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมและสัญญาเช่าระยะยาวกว่าเดิม ณ หัวมุมถนนพาหุรัดและถนน จักรเพชรปัจจุบัน หลังจากตกแต่งแก้ไขจนสามารถประกอบศาสนกิจได้แล้ว ก็พร้อมใจกันอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ มาประดิษฐานเป็นประธาน และสวดมนต์ปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุด นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 (พ.ศ.2456) เป็นต้น เป็นเวลาหลายปี
เมื่อชุมชนขยายตัวขึ้น ชาวซิกข์เห็นถึงความจำเป็นต้องมีศาสนสถานถาวรแทนการเช่าสถานที่เพื่อทำเป็นศาสนสถาน ดังนั้น ใน พ.ศ.2475 ชุมชนซิกข์ในกรุงเทพฯ จึงรวบรวมเงินกันเพื่อจัดซื้อที่ดินและก่อสร้างศาสนสถานของตนขึ้น ดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือรายงานการอุปถัมภ์ศาสนาอื่น (ศาสนาซิกข์) มีความว่า ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ศาสนิกชนชาวซิกข์ได้รวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ ด้วยจำนวนเงิน 16,200 บาท และออกแบบแปลนก่อสร้างเป็นตึกสามชั้นครึ่งด้วยจำนวนเงินอีกประมาณ 25,000 บาท สร้างตึกใหญ่เป็นศาสนสถานถาวรใช้ชื่อว่า “ศาสนสถาน ศรีคุรุสิงห์สภา” (ศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย)
ศาสนสถานศรีคุรุสิงห์สภานี้ได้ดำเนินการสืบเนื่องต่อมา ดังจะเห็นได้จากคำร้องขอจดทะเบียนสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาของนายอักมานซิงห์ที่ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอจดทะเบียนสมาคมเป็นนิติบุคคล ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของศาสนสถานแห่งนี้ว่า ข้าฯ นับถือศาสนาซิกข์ มีโบสถ์เพื่อบำเพ็ญศาสนาอยู่ที่ตำบลพาหุรัด ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2486 ข้าฯ และเพื่อนชาวอินเดียด้วยกันได้ปรึกษากันว่า การเป็นโบสถ์เพื่อประกอบศาสนกิจนี้ เป็นการภายในเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครรู้จักจึงต้องการให้มีชื่อเสียงและรู้จักกันทั่วๆ จึงคิดตั้งเป็นสมาคมขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “ศรีคุรุสิงห์สภา” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของโบสถ์นี้
ศาสนสถานแห่งนี้ชาวซิกข์ได้ดำเนินกิจกรรมทางศาสนาสืบเนื่องมาตลอดเวลา นับจากวันที่ก่อตั้ง ไม่เว้นแม้ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทางสัมพันธมิตรได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อโจมตีโรงไฟฟ้าวัดเลียบระเบิดบางส่วนได้พลาดเป้าหมายและตกมาทำความเสียหายให้กับบริเวณศาสนสถานของชาวซิกข์ และในช่วงเกิดสงครามศาสนสถานแห่งนี้ยังเป็นที่ พักของชาวอินเดียหลายกลุ่มที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวระหว่างสงครามด้วย คำร้องขอจดทะเบียนสมาคมของนายอักมานซิงห์สอดคล้องกับผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งไปสืบพฤติการณ์ วัตถุประสงค์และความประพฤติของกรรมการตลอดจนสถานที่ตั้งของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ซึ่งมีความว่า
(1) สถานที่ตั้งสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาตั้งอยู่ที่หลังวัดราชบูรณะมหาวิหาร (วัดเลียบ) เดิมสถานที่นี้เป็นวัดของพวกซิกข์ ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบกิจการศาสนาของพวกซิกข์มานาน มีทางเข้าออกทางด้านถนนมหาไชย ซึ่งเป็นตรอกทางเดินเท้าตรงข้ามกับร้าน ช.รัตนะ สถานที่นี้เป็นตัวตึก 3 ชั้น ซึ่งขณะนี้กำลังถูกซ่อมแซม เนื่องจากการถูกโจมตีทางอากาศคราวที่แล้ว มีบางสิ่งที่ได้รับความเสียหายเช่นตัวตึกทางบันไดชำรุด เฉพาะเนื้อที่ดินที่ปลูกสร้างนี้ ทางพวกซิกข์ได้ซื้อไว้เป็นจำนวนเงิน 16,000 บาท นานหลายปีแล้ว และได้มอบจัดให้เป็นสมบัติของวัดพวกซิกข์ มีทางเข้าออกสะดวกสบาย
(2) วัตถุประสงค์ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เท่าที่สืบทราบในขณะนี้ คือ การเผยแพร่ศาสนาต่อชนชาวซิกข์อบรมศีลธรรมจรรยา และให้การศึกษาช่วยเหลือผู้ตกยากอนาถา และก่อให้เกิดความสามัคคี ทั้งยังเป็นที่รวมปรึกษาหารือกิจการต่างๆ
(3) ความประพฤติของคณะกรรมการผู้ก่อการจัดตั้งสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ส่วนมาก ทุกคนมีความประพฤติเรียบร้อย ไม่ก่อกวนความสงบ และไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่การปกครอง
ผลจากการสืบสวน ทำให้กรมตำรวจจดทะเบียนสมาคมให้ตามใบอนุญาตจดทะเบียนสมาคม ลำดับ จ. 271 ลงวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2489 โดยวัตถุประสงค์ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ตามที่จดทะเบียนไว้มี 7 ข้อด้วยกัน คือ
(1) ทำการเผยแพร่ศาสนาซิกข์
(2) บำเพ็ญความสามัคคี
(3) ทำหนทางเขยิบความเป็นไปของสังคมให้ขึ้นระดับสูง
(4) อำนวยการศึกษาของเด็กชนชาติซิกข์
(5) ทำการบรรเทาทุกข์คนจนและคนอนาถา
(6) เผยแพร่วัฒนธรรมของชนชาติซิกข์
(7) ดูแลกิจการและจัดการทรัพย์สินของศรีคุรุสิงห์สภา
การดำเนินงานของสถาบันทางศาสนาซิกข์ในไทย จากที่ศึกษามาอาจกล่าวได้ว่ามีความสืบเนื่องมาพร้อมกับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวซิกข์ในประเทศไทย และมีพัฒนาการขึ้นตามความเติบโตของชุมชนซิกข์ในไทย ดังจะเห็นได้จากการเช่าสถานที่เพื่อประกอบกิจการทางศาสนาในระยะแรก จนสามารถก่อตั้งศาสนสถานถาวรในกรุงเทพฯ ได้ใน พ.ศ.2475 นอกจากนั้น ยังมีศาสนสถานของชาวซิกข์ตามที่ต่างๆ ในประเทศไทยอีก 16 แห่ง ตามจังหวัดที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่ การดำเนินงานของศาสนสถานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้น เป็นการดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ซึ่งเป็นศูนย์รวมซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทย) โดยศาสนาซิกข์เป็นหนึ่งในห้าศาสนาที่รัฐรับรอง และสามาคมศรีคุรุสิงห์สภาได้รับการรับรองจากรัฐบาลให้เป็นองค์การทางศาสนา เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2512 ซึ่งจะกล่าวเกี่ยวกับบทบาทการดำเนินงานของสมาคมในประเทศไทย

โครสร้างองค์การ

การบริหารงาน
(1) การดำเนินงานด้านบริหารและจัดการศาสนา
การดำเนินงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา นอกจากจะดำเนินการในฐานะสถาบันทางศาสนาแล้ว สมาคมยังมีบทบาททาง ด้านสังคมด้วยดังจะเห็นได้จากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคม ที่ได้รวมหน้าที่ทางด้านการจัดการศึกษา และการบรรเทาทุกข์คนจนและคนอนาถาเข้าเป็น ส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์โดยสมาคม จัดสถานศึกษา สำหรับเยาวชนซิกข์และเยาวชนทั่วไป จัดการสอนภาษาปัญจาบีในอักขระวิธีคุรุมุขคี และสอนประวัติ ศาสนาซิกข์ นอกจากนั้นสมาคมยังดำเนินการในด้านอื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะศูนย์กลางศาสนิกชนในไทย ตามวัตถุประสงค์ที่สมาคมฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการดำเนินงานใน พ.ศ.2536 วัตถุประสงค์ ของสมาคมจึงเพิ่มจาก 7 ข้อ ใน พ.ศ. 2489 เป็น 18 ข้อในปัจจุบัน ดังมีรายละเอียดของวัตถุประสงค์ ที่เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้
ก. เผยแพร่คำสั่งสอนของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ของซิกข์ (คือพระศาสดาคุรุนานัก ถึง พระศาสดาคุรุโควินทสิงห์) และพระคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ
ข. ดูแลจัดการศาสนสถานของซิกข์ที่มีอยู่แล้ว และจัดตั้งศาสนสถานใหม่ตามต้องการ
ค. จัดการแปลและพิมพ์พระคัมภีร์ และหนังสืออันเป็นการรับรองออกแพร่ในภาษาต่างๆ ตลอดจนหนังสือใหม่ๆ
ง. ใช้การพูด และปริทัศน์เผยแพร่ธรรมและจริยศึกษาเพื่อประโยชน์สุขของสังคมมนุษย์
จ. อำนวยการเฉลิมฉลองของวันสำคัญทางศาสนา และจัดชุมนุมทางศาสนาประจำวัน
ฉ. จัดบริการที่พักอาหารให้แก่เหล่าศาสนาจารย์ที่ประจำอยู่ ณ สมาคมและผู้ที่ทางคณะกรรมการของสมาคมฯ เห็นสมควร
ช. เพื่อแพร่ธรรมและความเจริญของสังคม โดยจัดให้มีศาสนาจารย์และคณะสังคีตจารย์ในโอกาสต่างๆ
ซ. ส่งนักเรียน นักศึกษา นักประพันธ์ นักปาฐกถา วิทยากร ฯลฯ ผู้เหมาะสมไป ศึกษาค้นคว้าศาสนาและสังคมซิกข์ตามศูนย์ซิกข์ต่างๆ ตามโอกาสอันเหมาะสม
ฌ. จัดตั้งสถานศึกษาในทุกระดับ และจัดการส่งเสริมเพื่อการศึกษาของนักเรียน นิสิตนักศึกษาให้ทัน และเกื้อกูลเพื่อการศึกษาติดต่อ และมีสัมพันธภาพอันดีงามกับสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ให้คงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในธรรมวินัย ย้ำความสำคัญแห่งศาสนบัญญัติของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์ จัดให้มีพิธีรับอมฤตแก่ผู้ประสงค์จะเข้ารับกรรมสิทธิ์ในซิกข์ศาสนสถานทุกแห่งในศาสนสมบัติตลอดจนในทรัพย์สินต่างๆ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของซิกข์ศาสนสถานที่ตั้งแล้ว ทั้งที่จะก่อตั้งโดยอยู่ในกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา ซึ่งอาจมีอุปถัมภ์ศาสนกิจและศาสนิกชนตามศาสนสถานเหล่านั้น และจัดตั้งกรรมการบริหารและศาสนาจารย์ประจำ
ญ. อำนวยการสอนภาษาปัญจาบีในอักขระวิธีคุรุมุขคี และประวัติศาสนาซิกข์
ฎ. ให้มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล และองค์การศาสนาอื่นๆ
ฏ. ดำเนินการ “ครัวพระศาสดา” ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ฐ. เผยแพร่ธรรม และให้ความร่วมมือกับสถาบันศาสนาต่างๆ
ฑ. บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่มนุษย์ทั่วไป
ฒ. อำนวยการจัดศาสนพิธีให้แก่ซิกข์ศาสนิกชนทุกประการ
ณ. เมื่อมีความจำเป็นและเหมาะสม สามารถจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร และอนุกรรมการต่างๆ หรือมูลนิธิ เพื่อให้ดำเนินกิจการของสมาคมฯ ได้ด้วยดีตาม
วัตถุประสงค์
จากวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ มีอำนาจดูแล จัดการศาสนสถานของชาวซิกข์ที่มีอยู่แล้ว และจัดตั้งศาสนสถานแห่งใหม่ตลอดจนรับกรรมสิทธิ ในซิกข์ศาสนสถานทุกแห่งในศาสนสมบัติตลอดจนในทรัพย์สินต่างๆ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหา ริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการให้อำนาจแก่สมาคมศรีคุรุสภาในฐานะ ที่สมาคมได้รับการรับรองจากกรมการศาสนาว่าเป็นองค์การใหญ่ทางศาสนา ตามระเบียบของ กรมการศาสนา ว่าด้วยองค์การศาสนาต่างๆ พ.ศ.2512 ซึ่งความหมายของ “องค์การใหญ่ทางศาสนา” ตามระเบียบนี้ หมายถึง หน่วยงานที่องค์การศาสนาได้จัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือในการปกครองดูแลศาสนิกชนในศาสนานั้น การที่กรมการศาสนาจะรับรององค์การใดว่าเป็น องค์การศาสนาในประเทศไทยนั้นจะพิจารณา ในหลักการสำคัญต่อไปนี้ คือ ก. หลักธรรมคำสอนมีลักษณะเป็นศาสนาหนึ่งต่างหากจากศาสนาอื่นโดย
สมบูรณ์ในทางศาสนศาสตร์
ข. ปรากฏในสำมะโนประชากรว่ามีพลเมืองนับถือไม่น้อยกว่าห้าพันคน
ค. คำสอนและวิธีการสอนไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย แห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกิจการทางศาสนา ไม่แอบแฝงด้วยลัทธิการเมือง และวัตถุประสงค์อย่างอื่น
(2) หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเป็นสมาชิก
กรณีของศาสนซิกข์ เมื่อสมาคมศรี คุรุสิงห์สภาได้รับการรับรองให้เป็นองค์การใหญ่ ทางศาสนาของศาสนาซิกข์ จึงมีหน้าที่ดูแลคุรุดวารา ทุกแห่งของศาสนาซิกข์ที่อยู่ในประเทศไทย โดยผู้ที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการในนามของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา คือ คณะกรรมการบริหาร สมาคมอันประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมจำนวน 15 ท่าน ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระละหนึ่งปี ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร และผู้มีสิทธิ รับเลือกต้องเป็นสมาชิกของสมาคมฯ หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเป็นสมาชิกประกอบด้วย
ก. เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีถิ่นฐานและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลหรือในจังหวัดข้างเคียง และต้องมีบัตรประจำตัว หรือใบต่างด้าว
ข. ผู้ที่มีความเชื่อมั่น และยึดถือพระศาสดาแห่งศาสนาซิกข์ทั้ง 10 พระองค์ (ตั้งแต่พระศาสดาคุรุนานัก ถึง พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์) และพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นสรณะเท่านั้น และทำพิธีกรรมทุกอย่างดำเนินชีวิตตามหลักและประเพณีของศาสนาซิกข์ มีสามารถสมัครเป็น สมาชิกสามัญได้
ค. ให้ยื่นใบสมัครตามแบบชำระค่าสมาชิกตามที่กำหนด (ค่าสมาชิก 10 บาทต่อปี หรือ 100 บาทตลอดชีพ) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ และอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารแล้ว จึงจะได้เป็นสมาชิกสมทบ
ง. สมาชิกสมทบตามข้อ 3 จะได้รับการเป็นสมาชิกสามัญโดยสมบูรณ์ หลังจาก 6 เดือน นับจากวันที่ได้เป็นสมาชิกภาคสมทบ
จ. สมาชิกผู้ใดเป็น “ปติตะ” (เช่น ตัดผม โกนผม หนวดเครา และละเมิด วินัยแห่งศาสนาซิกข์) หรือได้ประพฤติขัดและผิดกับกฎ และข้อบังคับของสมาคมฯ ให้ถือว่าขาดจาก การเป็นสมาชิกภาพ
ฉ. ผู้ที่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำสั่งศาล ผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเป็นผู้ที่มี ความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย หรือผู้ที่ทำการก่อกวน หรือกระทำการกระด้างกระเดื่อง หรือก่อเหตุอันไม่สมควรต่อสมาชิก และคณะกรรมการให้บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นสมาชิกสามัญทันที คณะกรรมการบริหารที่มาจากเลือกตั้ง จะทำการเลือกในที่ประชุมใหญ่สมาชิกสามัญ ในวันใดวันหนึ่งที่เหมาะสม ภายในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม โดยคณะกรรมการบริหาร ซึ่งอยู่ในวาระจะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง ปกติจะเป็นวันอาทิตย์ เพื่อให้สะดวกแก่สมาชิกสมาคมที่จะมาใช้สิทธิ เมื่อกำหนดวันแล้ว คณะกรรมการบริหารจะแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งจำนวน 5 ท่าน กำหนดให้ 2 ใน 5 ท่านต้องมาจากกรรมการมูลนิธิคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา หรือคณะทรัสตีแห่งคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา เมื่อได้กรรมการอำนวยการเลือกตั้งครบ 5 ท่านแล้ว ทั้ง 5 ท่านจะประชุมเพื่อแต่งตั้งกรรมการเพิ่มอีก 2 ท่าน รวมเป็นคณะกรรมการ 7 ท่าน จึงจะถือว่า เป็นคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งที่สมบูรณ์ จากนั้น คณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งจะรับรายชื่อสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงจากคณะกรรมการบริหาร 10 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง
ในวันเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งเป็นผู้แจ้งคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง และวิธีการเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกสามัญแต่ละท่านมีสิทธิเสนอ หรือรับรองชื่อของผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กรรมการได้ท่านละหนึ่งชื่อ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ต้องมีผู้ถูกเสนอชื่อไม่ต่ำกว่า 18 ชื่อ และไม่เกิน 25 ชื่อ จากนั้น สมาชิกแต่ละคนจะลงคะแนนเลือกคณะกรรมการ บริหารได้ไม่เกินท่านละ 12 ชื่อ จากรายชื่อ ที่มีผู้เสนอมา หากสมาชิกท่านใดเลือกเกิน 12 ชื่อ ถือว่าเป็นบัตรเสีย ผู้ที่ได้รับการเลือกมากที่สุด 12 ชื่อแรก เป็นผู้ที่ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาต่อไป คณะกรรมการบริหารนี้มีวาระหนึ่งปี และสามารถเป็นติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 สมัย (3 ปี) หากผู้ใดเป็นกรรมการบริหารครบ 3 สมัยแล้ว ต้องเว้นระยะ อย่างน้อย 1 สมัย จึงสามารถกลับมาเป็นกรรมการบริหารสมาคมได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการผูกขาด อำนาจการบริหารสมาคม ไม่ให้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนานเกินไป คณะกรรมการบริหารที่ได้รับเลือกตั้งมาทั้ง 12 ท่าน ต้องประชุมกันเพื่อสรรหาผู้ที่เหมาะสมอีก 3 ท่าน มาทำงานร่วมด้วย โดยจะพิจารณาจาก คุณสมบัติว่าคณะกรรมการที่ได้รับเลือกมาทั้ง 12 ท่าน ต้องการผู้มีคุณสมบัติใดมา เพิ่มอีกจะเลือกจาก คุณสมบัติที่ต้องการนั้น เพื่อให้ได้คณะกรรมการบริหารสมาคมครบ 15 ท่าน ตามข้อบังคับ คณะกรรมการ บริหารของสมาคมฯ มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายของสมาคม และถือว่าการทำหน้าที่ คณะกรรมการนี้เป็นการทำงานโดยจิตศรัทธา และไม่ได้รับเงินเดือน หรือค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น โดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา(กรุงเทพฯ) แม้จะมี อำนาจในการดูแลจัดการศาสนสถานของซิกข์ที่มีอยู่แล้วตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 แต่โดยสภาพความ เป็นจริงทางสมาคมฯ ที่กรุงเทพฯ จะให้อำนาจการดูแลจัดการศาสนสถานของชาวซิกข์หรือ คุรุดวารา แก่คณะกรรมการของศรีคุรุสิงห์สภาในท้องถิ่นแต่ละแห่ง เป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการดูแลคุรุดวาราเหล่านั้นเอง การได้มาของคณะกรรมการบริหารของศรีคุรุสิงห์สภาในต่างจังหวัดนั้นมีที่มาเหมือนกับ ทางกรุงเทพฯ เนื่องจากได้นำกฎและข้อบังคับของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ ไปประยุกต์ใช้ อาจมีความแตกต่างกัน เฉพาะจำนวนกรรมการ และวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากชุมชนของชาวซิกข์ในต่างจังหวัด มีขนาดเล็กกว่าในกรุงเทพฯ ดังนั้น จำนวนกรรมการอาจมีจำนวนน้อยกว่า กรุงเทพฯ ขณะที่วาระการดำรง ตำแหน่งอาจนานกว่าเป็นวาระละ 2 ปี ดังกรณีของคุรุดวาราที่ภูเก็ต ซึ่งมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2459 ที่แสดงให้เห็นว่ามีชาวซิกข์ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้ว นอกจากที่ภูเก็ตแล้ว ยังมีคุรุดวาราของชาวซิกข์ในไทยอีกหลายแห่ง อาทิ เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น อุบลราชธานี พัทยา ฯลฯ (3) บทบาทของสมาคม
จากการที่สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาในกรุงเทพฯ มีนโยบายทางด้านการกระจายอำนาจ ทำให้สาขาสมาคมในต่างจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบดูแลคุรุดวาราในต่างจังหวัด และทำหน้าที่ในการ สัมพันธ์ติดต่อกับตัวแทนของรัฐในระดับท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง ขณะที่สมาคมที่กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่ สัมพันธ์กับรัฐในส่วนกลางและองค์กรศาสนาอื่นๆ โดยจะแยกการดำเนินการของสมาคมในฐานะสถาบัน ทางศาสนาซิกข์ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ
ก. บทบาทด้านงานบริหารและจัดการด้านศาสนา ประกอบด้วย งานการปกครองทางศาสนา งานการศึกษาของบุคลากรทางศาสนา งานเผยแพร่ศาสนธรรม และงานบริหารอาคารสถานที่
ข. บทบาทด้านงานการศึกษาและสังคมสงเคราะห์ ประกอบด้วย งานสนับสนุนการศึกษา และงานสงเคราะห์และบริการสังคม
(4) งานปกครองทางศาสนา
สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (กรุงเทพฯ) มีฐานะเป็นองค์การใหญ่ทางศาสนาซิกข์ จึงมีหน้าที่ ในการปกครองดูแลศาสนิกชนในศาสนาซิกข์โดยทั่วไป นอกจากนั้นการที่ศาสนาซิกข์เป็นหนึ่งในห้าศาสนาที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของทางรัฐบาลไทย ทำให้สมาคมมีบทบาทเพิ่มในการส่งเสริมศีลธรรมและวัฒนธรรมของชาติตลอดจนเพิ่มพูนความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนผู้ต่างศาสนากัน ซึ่งในการทำหน้าที่ทั้งหมดนี้ สมาคมได้ดำเนินงานโดยแยกเป็นงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค งานในส่วนกลาง คือ งานการปกครองทางศาสนาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ โดยสมาคมจะดูแลจัดการคุรุดวาราที่กรุงเทพฯ และทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการในส่วนกลาง โดยเฉพาะกับกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานนายกรัฐมนตรี ฯลฯ นอกจานั้นจะติดต่อกับผู้แทนองค์การศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย
งานในส่วนภูมิภาค คือ งานการปกครองทางศาสนาในเขตจังหวัดอื่นๆ ที่มีคุรุดวารา ตั้งอยู่จะอยู่ในอำนาจการปกครองของคณะกรรมการศรีคุรุสิงห์สภาของจังหวัดนั้นๆ ทั้งนี้คณะกรรมการเหล่านั้น สามารถติดต่อประสานงานกับองค์กรของรัฐและส่วนเอกชนในท้องถิ่นในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ได้โดยตรง นอกจากการประสานงานกับองค์กรของรัฐในส่วนกลางเท่านั้น ที่คุรุดวาราในภูมิภาคต้องดำเนินการโดยผ่าน การประสานงานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาที่กรุงเทพฯ ซึ่งลักษณะงานการปกครองทางศาสนาของสมาคม นับว่ามีการกระจายอำนาจและให้อำนาจการควบคุมอยู่ในความดูแลของชุมชน เหตุที่กล่าวเช่นนี้ เพราะคณะกรรมการของสมาคมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (คณะกรรมการบริหารที่ดูแลคุรุดวารา แต่ละแห่ง) มีที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกภายในชุมชนซิกข์ในเขตของคุรุดวาราแต่ละแห่ง ดังนั้น หากคณะกรรมการดำเนินงานบริหารไม่เหมาะสม สมาชิกมีสิทธิจะไม่เลือกบุคคลเหล่านั้นมาทำงานบริหาร ในโอกาสต่อไปจึงเป็นการควบคุมการทำงานโดยชุมชน
(5) งานการศึกษาของบุคลากรทางศาสนา
งานด้านนี้ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่สนใจจะดำเนินงานด้านศาสนา กรณีของศาสนาซิกข์มีข้อควรกล่าวถึงคือ ในศาสนาซิกข์ไม่มีผู้ที่อยู่ในฐานะของนักบวชโดยตรง ทุกคนสามารถเรียนรู้พระมหาคัมภีร์ที่จารึกคำสอนทางศาสนาได้ และสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ดังนั้น การศึกษาเรื่องศาสนาจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ของชาวซิกข์ทุกคน ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้สามารถดำเนินมาได้ โดยตลอดในชุมชนของชาวซิกข์ ทั้งในอินเดียและประเทศต่าง ๆ
กรณีนี้ มีความแตกต่างจากชุมชนชาวซิกข์ในไทย เนื่องจากชาวซิกข์ในไทย แม้จะมี จำนวนพอสมควร แต่ยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ประกอบกับสมาชิกของชุมชน เกือบทั้งหมด อยู่ในเขตเมืองและประกอบอาชีพทางด้านธุรกิจการค้าเป็นหลัก ทำให้โอกาสที่จะศึกษาเพื่อทำหน้าที่ ศาสนาจารย์หรือสังคีตจารย์ยังมีน้อย ดังนั้น การจัดการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรทางศาสนาซิกข์ในประเทศไทย จึงยังไม่เกิดขึ้น บุคลากรทางศาสนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาที่เดินทางมาจาก ประเทศอินเดีย หรือที่อื่นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาด้านศาสนาในที่นี้ จะขอกล่าวถึงลักษณะการศึกษา ของบุคลากรทางศาสนาที่ได้รับจากประเทศอินเดียเป็นหลัก เนื่องจากในอนาคตหากจะมีการจัดการ ศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรทางศาสนาซิกข์ในประเทศไทย วิธีการจัดการศึกษาที่จะเกิดขึ้นอาจต้องใช้รูปแบบ จากประเทศอินเดียเป็นหลักก่อนที่จะมาปรับให้เหมาะสมกับสังคมชาวซิกข์ในประเทศไทย
(6) งานเผยแพร่ศาสนธรรม
หน้าที่ประการหนึ่งของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา คือ การเผยแพร่คำสอนทางศาสนา ซิกข์ให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป ซึ่งการเผยแพร่คำสอนนี้ทางสมาคมได้ดำเนินการทั้งภายในกลุ่ม ชาวซิกข์และบุคคลทั่วไป โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
ก. การเผยแผ่ศาสนาธรรมแก่ชาวซิกข์ คำสอนสำคัญในการปฏิบัติชีวิต ส่วนตนของชาวซิกข์ คือ การสวดนาม (การระลึกถึงพระเจ้า) และเจริญธรรมในพระมหาคัมภีร์ และการดำเนินชีวิตตามศาสโนวาทของพระศาสดาการทำเซวา
ข. การเผยแผ่ศาสนธรรมแก่บุคคลทั่วไปในสังคมไทย เนื่องจากชาวไทยโดยทั่ว ไปยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาซิกข์ไม่มากนัก ดังนั้น สมาคมจึงถือเป็นหน้าที่ประการหนึ่งที่จะเผยแพร่ ความรู้เกี่ยวกับศาสนาซิกข์ให้คนทั่วไปได้รู้จัก เนื่องจากศาสนามีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบ แบบแผน ค่านิยม และอุดมคติในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พร้อมทั้งการพัฒนาทางด้านจิตใจ ดังนั้น ในสังคมที่มี คนหลายเชื้อชาติศาสนามาอยู่ร่วมกัน กลุ่มคนเหล่านั้นควรเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาของคนกลุ่มอื่น เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องโลกทัศน์ของแต่ละฝ่าย อันจะทำให้มีชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข
(7) งานบริหารอาคารสถานที่
หน้าที่ของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาในด้านนี้ คือ การบริหารจัดการเกี่ยวกับคุรุดวารา เพื่อให้คุรุดวารา มีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาได้สมควรแก่ศาสนพิธีที่เกิดขึ้น ทั้งศาสนพิธี ที่จัดในวันสำคัญทางศาสนาและศาสนพิธีในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป
การประกอบศาสนพิธีของชาวซิกข์นั้น ต้องกระทำเบื้องหน้าพระมหาคัมภีร์ พิธีเกี่ยวกับการเกิดการตั้งชื่อบุตรธิดา การแต่งงาน ฯลฯ จะเป็นการประกอบพิธีที่สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่มีพระมหาคัมภีร์ปรากฏอยู่ในที่นั้น ตัวอย่างที่จะยกมาประกอบในที่นี้ คือ พิธีการตั้งชื่อบุตรธิดา
สำหรับครอบครัวชาวซิกข์ ภายหลังการให้กำเนิดบุตรธิดา และมารดาแข็งแรงขึ้น สามารถเคลื่อนไหวได้ (ไม่มีกำหนดว่ากี่วัน) ให้ครอบครัวและญาติพี่น้องเดินทางมาคุรุดวารา พร้อมนำคาร่าปัรซาต มาด้วยหรือใช้ที่มีในคุรุดวารา แล้วประกอบพิธีเจริญธรรม พร้อมขับร้องบทสวดที่เหมาะสม โดยขับร้องต่อ หน้าพระพักตร์พระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบเพื่อแสดงความปิติและระลึกถึง พระคุณของพระศาสดา กรณีที่มีการสวดพระธรรมในพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบให้ทำพิธีสวด ให้เสร็จ แล้วขอประทานพระบัญชา จากพระศาสดา ศาสนาจารย์จะประกาศอักษรตัวแรกที่ได้จากพระบัญชาของพระศาสดา ให้ผู้ร่วมชุมนุม เจริญธรรมทราบแล้วจึงตั้งชื่อเด็กตามตัวอักษรนั้น
พิธีตั้งชื่อบุตรธิดานั้นจะทำที่คุรุดวาราเป็นหลัก เพื่อเป็นมงคลแก่เด็กและเป็นการแนะนำเด็ก ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ให้เป็นที่รู้จักแก่คนในชุมชน การที่กิจกรรมหลายอย่างต้องกระทำที่คุรุดวารา ทำให้สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาต้องจัดเตรียมสถานที่สำหรับการดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น การเตรียมการนี้เห็นได้จากเมื่อมีการสร้างคุรุดวาราขึ้นใหม่แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมไป สมาคมได้จัดแบ่งพื้นที่ภายในคุรุดวาราแห่งใหม่ สำหรับรองรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
ก. ชั้นล่าง เป็นบริเวณโถงทางเข้า ซึ่งมีพื้นที่กว้างพอสมควร ด้านในของโถงทางเข้า มีบันไดสำหรับใช้ขึ้น-ลงทั้งด้านซ้ายและขวา ระหว่างกลางของบันไดทั้งสองด้านติดตั้งลิฟต์ จำนวนสามตัว ด้านขวามือของโถงทางเข้า แบ่งพื้นที่เป็นสุขศาลานานักมิชชั่น ห้องอาหารของศาสนาจารย์ ด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของห้องสมุด และบริเวณที่ทำการของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา นอกจากนั้นยังมีห้องสุขาสำหรับหญิง-ชาย และบริเวณสำหรับจัดเก็บรองเท้าของผู้ที่มาคุรุดวารา เนื่องจากเป็นระเบียบว่าจะไม่มีการสวมรองเท้าขึ้นสู่ชั้นบนของคุรุดวารา ดังนั้น ทางสมาคมจึงเตรียมที่จัดเก็บรองเท้าไว้รองรับผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมที่คุรุดวารา
ข. ชั้นสอง เป็นห้องประชุมอเนกประสงค์ สามารถดัดแปลงใช้ตามกิจกรรมที่จำเป็น เช่น เป็นสถานที่จัดเลี้ยงในงานต่างๆ เป็นห้องประชุมฟังคำบรรยายของผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาที่ สมาคมเชิญมาเป็นครั้งคราว ฯลฯ ในวันสำคัญทางศาสนา และวันเสาร์-อาทิตย์ บริเวณนี้จะดัดแปลงเป็นลังกัร (Langar) บริเวณชั้นสองจึงใช้เพื่อประกอบงานพิธี ทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและกิจกรรมสาธารณของชุมชน
ค. ชั้นสาม เป็นห้องสำหรับจัดงานและกิจกรรมทั่วไปเช่นเดียวกับชั้นสองแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ชั้นสอง
ง. ชั้นสี่ เป็นห้องโถงใหญ่ มีที่ประดิษฐานพระมหาคัมภีร์ตั้งอยู่เวลาเช้าตรู่ประมาณ 04.30 น. ศาสนาจารย์จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์มายังที่ประดิษฐานและประกาศไว้ตลอดวัน เมื่อถึงเวลาประมาณ 18.30 น. จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์กลับไปยังห้องที่ชั้นหก ภายในบริเวณ ห้องโถงใหญ่นี้เป็นที่ชุมชุนเจริญธรรมของชาวซิกข์ในระหว่างที่มีพิธีทางศาสนาจะมีศาสนิกชนชาวซิกข์มาร่วมเป็นจำนวนมาก ผู้เข้าร่วมพิธีจะนั่งแยกกันระหว่างหญิงและชายตำแหน่งที่นั่งคือ เมื่อหันหน้าเข้าหาพระมหาคัมภีร์ ฝ่ายชายจะอยู่ขวามือ ฝ่ายหญิงอยู่ซ้าย
จ. ชั้นห้า เป็นพื้นที่ของโรงเรียนสอนศาสนาและอีกส่วนหนึ่งแบ่งให้เป็นพื้นที่ของ โรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติ แผนกเตรียมอนุบาล-อนุบาล 2 ซึ่งเป็นเด็กเล็ก ไม่สะดวกจะเดินทางไปเรียนที่บางนา จึงจัดให้มีการเรียนการสอนที่บริเวณคุรุดวารา แต่เมื่อขึ้นชั้นประถมเด็กนักเรียนจะไปเรียนที่บางนา
ฉ. ชั้นหก จะแบ่งประโยชน์ใช้สอยเป็นสองส่วน คือ ครั้งหนึ่งจะเป็นที่ประดิษฐาน พระมหาคัมภีร์ ในบริเวณนี้จะจัดพื้นที่สำหรับศาสนจารย์และชาวซิกข์ทั่วไป ให้มาศึกษาหาความรู้ จากพระมหาคัมภีร์ได้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งแบ่งให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติ แผนกเตรียมอนุบาล-อนุบาล 2 สำหรับใช้เป็นห้องประชุมและห้องอเนกประสงค์
จากการจัดเตรียมพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการดำเนินชีวิตของชาวซิกข์ในสังคมจะมีกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา และชาวซิกข์ให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ชาวซิกข์จะเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่สมาคมจัดขึ้นเสมอ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการเข้าร่วมทั้งครอบครัว ทั้งชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่ นอกจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่กล่าวมาแล้ว ชาวซิกข์ในสังคมไทยยังดำเนินกิจกรรมทางด้านสังคมภายใต้การนำของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา

บุคคลสำคัญ
บุคคลสำคัญของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ประกอบด้วยองค์ศาสดาทั้ง 10 พระองค์ ของศาสนาซิกข์เพียงเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ 8.2 เรื่องศาสนบุคคล ไม่ได้นับถือหรือให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นเป็นพิเศษเหมือนศาสนาอื่นๆ

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ซิกข์) เลขที่ 565 ถนนจักรเพชร เขตพระนคร แขวงวังบูรพาภิรมย์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2224-8094 / 0-2221-1011
โทรสาร : 0-2949-4220
อีเมล์ : [email protected]
เว็บไซต์ :


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล