สมาคมฮินดูสมาช : ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ประวัติ
เมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา ในเทศกาลวิชัยทศมี ปี พ.ศ. 2468 หนึ่งในวันสำคัญของ ศาสนิกชนชาวฮินดู ชาวภารตะ (ชาวอินเดีย) ในประเทศไทย ได้ถือเป็นวันอุดมฤกษ์อันสำคัญ จึงพร้อมใจกันจัดตั้งสมาคมเพื่อรวมใจชาวภารตะให้เป็นหนึ่ง ณ อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งในย่านหลังวังบูรพา (ใกล้โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า) ในนาม "ฮินดูสภา" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "สมาคมฮินดูสมาช" จนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมของสมาคมฯ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับจากวันก่อตั้งอาคารที่ทำการคูหาเดียวในหลังวังบูรพา ต้องขยับขยายเป็น 3 คูหาติดต่อกันในเวลาต่อมา และด้วยเห็นความสำคัญต้องการสนับสนุนการศึกษาของเหล่าเยาวชนของชาติ จึงได้จัดตั้ง “โรงเรียนภารตวิทยาลัย” ขึ้นในบริเวณเดียวกัน
ในการก่อสร้างอาคารสมาคมฮินดูสมาช และ โรงเรียนภารตวิทยาลัยแล้ว จึงได้ทำการก่อสร้าง โบสถ์เทพมณเฑียร ขึ้น และได้อัญเชิญเทวปฏิมา ของพระผู้เป็นเจ้าและเทพยดาอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวฮินดู มาจากประเทศอินเดีย (พร้อมกับแผ่นหินอ่อนแกะสลักทั้งหมด) และอัญเชิญดินศักดิ์สิทธิ์จากพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ 4 แห่ง อันได้แก่ ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และ กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) มาไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในอินเดีย เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และ แม่น้ำสุรัสวดี ฯลฯ มารวมกันและนำมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการะของเหล่าศาสนิกชนทั้งหลาย โดยสมาคมฯ ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธี
หลักใหญ่ของสมาคมจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู โดยกิจกรรมสำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันเรื่อยมา คือการนัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับร้องเพลงถวายพระเจ้าแล้ว ก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนใน คัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศอินเดีย มาแสดงปาฐกถาให้ผู้ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2482 ได้มีการตั้งโรงเรียนภารตวิทยาลัย มีการสอนภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษ ให้เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน

โครงสร้างองค์การ

การบริการจัดการ
นายกสมาคมฮินดูสมาชเป็นหัวหน้าคณะกรรมการบริหารสมาคม รับผิดชอบการดำเนินงานของสมาคม มีผู้เผยแพร่ศาสนา จำนวน ๙ คน คณะกรรมการบริหารได้แบ่งการบริหารงานเป็น ๖ หน่วย
(1) ฝ่ายเทพมณเฑียร มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนา จัดให้มีการบูชากราบไหว้ พิธีบูชายัญ อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาศึกษาหาความรู้จากเทพมณเฑียร
(2) ฝ่ายวัฒนธรรมและศิลปะ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือในกิจการด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดู จัดหานักแสดงปาฐกถา นักเผยแพร่วัฒนธรรมจากประเทศอินเดียมาแสดงในประเทศไทย จัดการแสดงละครที่มีเนื้อหาสาระทางศาสนา นาฏศิลป์ ดนตรีให้ความช่วยเหลือร่วมมือแก่นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศอินเดีย จัดพิมพ์หนังสือ หรือเอกสารเกี่ยวกับสมาคม ตลอดจนบทความที่เป็นประโยชน์แก่ความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย
(3) ฝ่ายการศึกษาและโรงเรียนได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒ มีชื่อว่าโรงเรียน “บาตรวิทยาลัย” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ภารตวิทยาลัย”
(4) ฝ่ายกองทุนสงเคราะห์จัดให้เงินช่วยเหลือแก่บรรดาสมาชิกของสมาคม
(5) ฝ่ายกิจกรรมของสมาคม ให้ความร่วมมือในกิจการด้านส่งเสริมภราดรภาพแก่สมาชิก
(6) ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์สมาชิกผู้ประสบภัย
โดยหลักใหญ่ กิจการของสมาคมฮินดูสมาชจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และกิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันในตอนต้นๆ คือ นัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์ และขับร้องเพลงถวายพระเป็นเจ้าแล้ว ก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความอันว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม นอกจากนี้ หากมีอาคันตุกะ ผู้ทรงวิทยาคุณเดินทางจากประเทศอินเดียมาถึงทางสมาคมก็เชื้อเชิญให้มาแสดงปาฐกถาให้ที่ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยกิจการของสมาคมได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ จนต้องเพิ่มอาคารที่ทำการให้กว้างขวางออกไปอีกถึง ๓ คูหาซึ่งอยู่ติดๆ กัน และได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ มีชื่อว่า โรงเรียนภารตวิทยาลัย สอนภาษาฮินดูและภาษาอังกฤษให้แก่เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน นอกจากนี้สมาคมได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลและประชาชนไทยในการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อาทิได้จัดงานแสดงวิวัฒนาการทางศาสนาร่วมกับกรมการศาสนา เป็นต้น

บุคคลสำคัญ
สมาคมฮินดูสมาช ไม่มีองค์ศาสดาให้นับถือเหมือนศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากการนับถือคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น หากจะมีการนับถือ ก็จะมีเพียงเทพเจ้าสำคัญๆ ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซึ่งได้แก่ ท้าวกุเวร พระคเณศ พญานาค พระคงคา พระธรณี พระพรหมา พระพิฆเนศวร พระยม พระลักษมี พระวรุณ พระวาย พระวิษณุ พระศิวะ พระสรัสวดี และพระอินทร์

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สมาคมฮินดูสมาช เลขที่ 136/1-2 ถนนศิริพงษ์ เสาชิงช้า แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2221-4360
โทรสาร : 0-2221-4360
อีเมล์ : info@devmandirbangkok.com
เว็บไซต์ : http://devmandirbangkok.com/


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล
 

องค์การทางศาสนา

สมาคมฮินดูสมาช : ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ประวัติ
เมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา ในเทศกาลวิชัยทศมี ปี พ.ศ. 2468 หนึ่งในวันสำคัญของ ศาสนิกชนชาวฮินดู ชาวภารตะ (ชาวอินเดีย) ในประเทศไทย ได้ถือเป็นวันอุดมฤกษ์อันสำคัญ จึงพร้อมใจกันจัดตั้งสมาคมเพื่อรวมใจชาวภารตะให้เป็นหนึ่ง ณ อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งในย่านหลังวังบูรพา (ใกล้โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า) ในนาม "ฮินดูสภา" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "สมาคมฮินดูสมาช" จนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมของสมาคมฯ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับจากวันก่อตั้งอาคารที่ทำการคูหาเดียวในหลังวังบูรพา ต้องขยับขยายเป็น 3 คูหาติดต่อกันในเวลาต่อมา และด้วยเห็นความสำคัญต้องการสนับสนุนการศึกษาของเหล่าเยาวชนของชาติ จึงได้จัดตั้ง “โรงเรียนภารตวิทยาลัย” ขึ้นในบริเวณเดียวกัน
ในการก่อสร้างอาคารสมาคมฮินดูสมาช และ โรงเรียนภารตวิทยาลัยแล้ว จึงได้ทำการก่อสร้าง โบสถ์เทพมณเฑียร ขึ้น และได้อัญเชิญเทวปฏิมา ของพระผู้เป็นเจ้าและเทพยดาอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวฮินดู มาจากประเทศอินเดีย (พร้อมกับแผ่นหินอ่อนแกะสลักทั้งหมด) และอัญเชิญดินศักดิ์สิทธิ์จากพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ 4 แห่ง อันได้แก่ ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และ กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) มาไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในอินเดีย เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และ แม่น้ำสุรัสวดี ฯลฯ มารวมกันและนำมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการะของเหล่าศาสนิกชนทั้งหลาย โดยสมาคมฯ ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธี
หลักใหญ่ของสมาคมจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู โดยกิจกรรมสำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันเรื่อยมา คือการนัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับร้องเพลงถวายพระเจ้าแล้ว ก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนใน คัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม
นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศอินเดีย มาแสดงปาฐกถาให้ผู้ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2482 ได้มีการตั้งโรงเรียนภารตวิทยาลัย มีการสอนภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษ ให้เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน

โครงสร้างองค์การ

การบริการจัดการ
นายกสมาคมฮินดูสมาชเป็นหัวหน้าคณะกรรมการบริหารสมาคม รับผิดชอบการดำเนินงานของสมาคม มีผู้เผยแพร่ศาสนา จำนวน ๙ คน คณะกรรมการบริหารได้แบ่งการบริหารงานเป็น ๖ หน่วย
(1) ฝ่ายเทพมณเฑียร มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนา จัดให้มีการบูชากราบไหว้ พิธีบูชายัญ อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาศึกษาหาความรู้จากเทพมณเฑียร
(2) ฝ่ายวัฒนธรรมและศิลปะ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือในกิจการด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดู จัดหานักแสดงปาฐกถา นักเผยแพร่วัฒนธรรมจากประเทศอินเดียมาแสดงในประเทศไทย จัดการแสดงละครที่มีเนื้อหาสาระทางศาสนา นาฏศิลป์ ดนตรีให้ความช่วยเหลือร่วมมือแก่นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศอินเดีย จัดพิมพ์หนังสือ หรือเอกสารเกี่ยวกับสมาคม ตลอดจนบทความที่เป็นประโยชน์แก่ความสัมพันธ์ด้านศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย
(3) ฝ่ายการศึกษาและโรงเรียนได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒ มีชื่อว่าโรงเรียน “บาตรวิทยาลัย” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ภารตวิทยาลัย”
(4) ฝ่ายกองทุนสงเคราะห์จัดให้เงินช่วยเหลือแก่บรรดาสมาชิกของสมาคม
(5) ฝ่ายกิจกรรมของสมาคม ให้ความร่วมมือในกิจการด้านส่งเสริมภราดรภาพแก่สมาชิก
(6) ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์สมาชิกผู้ประสบภัย
โดยหลักใหญ่ กิจการของสมาคมฮินดูสมาชจะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และกิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของสมาคมซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันในตอนต้นๆ คือ นัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์ และขับร้องเพลงถวายพระเป็นเจ้าแล้ว ก็มีการอ่าน และบรรยายความหมายของคำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความอันว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม นอกจากนี้ หากมีอาคันตุกะ ผู้ทรงวิทยาคุณเดินทางจากประเทศอินเดียมาถึงทางสมาคมก็เชื้อเชิญให้มาแสดงปาฐกถาให้ที่ชุมนุมฟัง พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยกิจการของสมาคมได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ จนต้องเพิ่มอาคารที่ทำการให้กว้างขวางออกไปอีกถึง ๓ คูหาซึ่งอยู่ติดๆ กัน และได้ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ มีชื่อว่า โรงเรียนภารตวิทยาลัย สอนภาษาฮินดูและภาษาอังกฤษให้แก่เยาวชนอินเดียเป็นพิเศษในเวลากลางคืน นอกจากนี้สมาคมได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลและประชาชนไทยในการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อาทิได้จัดงานแสดงวิวัฒนาการทางศาสนาร่วมกับกรมการศาสนา เป็นต้น

บุคคลสำคัญ
สมาคมฮินดูสมาช ไม่มีองค์ศาสดาให้นับถือเหมือนศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากการนับถือคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น หากจะมีการนับถือ ก็จะมีเพียงเทพเจ้าสำคัญๆ ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซึ่งได้แก่ ท้าวกุเวร พระคเณศ พญานาค พระคงคา พระธรณี พระพรหมา พระพิฆเนศวร พระยม พระลักษมี พระวรุณ พระวาย พระวิษณุ พระศิวะ พระสรัสวดี และพระอินทร์

สถานที่ตั้งและการติดต่อ
ที่ตั้ง : สมาคมฮินดูสมาช เลขที่ 136/1-2 ถนนศิริพงษ์ เสาชิงช้า แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2221-4360
โทรสาร : 0-2221-4360
อีเมล์ : info@devmandirbangkok.com
เว็บไซต์ : http://devmandirbangkok.com/


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล