สำนักพราหมณ์พระราชครู : ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง

ประวัติ
สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง หรือเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปว่า “โบสถ์พราหมณ์” ตั้งอยู่เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2327 ภายในมีโบสถ์อยู่ 3 หลัง ก่ออิฐถือปูน มีกำแพงล้อมรอบ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2329 ทรงสร้างเทวสถานและเสาชิงช้าขึ้นตามประเพณีพระนครโบราณ เป็นเทวสถานที่มีพราหมณ์เป็นผู้ดูแล และพระราชพิธีสำคัญสำหรับพระนคร ทั้งนี้ ภายในเทวสถานจะประกอบด้วยโบสถ์ 3 หลัง ดังนี้
(1) สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนไม่มีพาไล โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าหลังอื่นทุกหลัง หลังคาทำชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้ามีเทวรูปปูนปั้นนูน รูปพระอิศวร พระอุมาและเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์ อยู่ในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคบันทิ หน้าบันด้านหลังไม่มีลวดลายภายในเทวสถานมีเทวรูปพระอิศวรทำด้วยสำริด ประทับยืนขนาด 1.87 เมตร ปางประทานพร โดยยกพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง และยังมีเทวรูปขนาดกลางอีก 31 องค์ ประดิษฐานในเบญจา (ชุกชี) ถัดไปด้านหลังเบญจามีเทวรูป ศิวลึงค์ 2 องค์ ทำด้วยหินสีดำ ด้านหน้าเบญจามีชั้นลด ประดิษฐานเทวรูปพระพรหม 3 องค์ พระราชครูวามเทพมุนีเป็นผู้สร้าง เมื่อพุทธศักราช 2514 พระสรัสวดี 1 องค์ (พระนางสรัสวดี นี้ นายลัลลาล ประสาททวยาส ชาวอินเดียเป็นผู้ถวาย เมื่อประมาณ 20 ปี มานี้) สองข้างแท่นลด มีเทวรูปพระอิศวรทรงโคนันทิและพระอุมาทรงโคนันทิ เป็นศิลปะปูนปั้นโบราณมีมาแล้วก่อนสมัยราชกาลที่ 5 ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้า 2 ต้น สูง 2.50 เมตร สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ (พระพรหม) พิธีข้าหงส์ในวันแรม 1 ค่ำ และวันแรม 5 ค่ำ เดือนนั้น เป็นพิธีที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ส่วนในวันแรม 3 ค่ำ เป็นพิธีที่เพิ่งจัดให้มีขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน ภายหลังจากที่พระราชครูวามเทพนุนี ได้จัดสร้างเทวรูปพระพรหมถวายเนื่องในมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ พระนักษัตร
(2) สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างยังคงศิลปะอยุธยาที่สร้างโบสถ์ที่มีพาไล ตัวโบสถ์ไม่มีลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันเรียบ ไม่มีรูปเทวรูปปูนปั้นเหมือนสถานพระอิศวร ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวร 5 องค์ ล้วนทำด้วยหิน คือ หินแกรนิต 1 องค์ หินทราย 1 องค์ หินเขียว 2 องค์ ทำด้วยสำริด 1 องค์ ประดิษฐานบนเบญจา ประทับนั่งทุกองค์ องค์หนึ่งมีขนาดสูง 1.06 เมตร เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ข้างหน้า องค์บริวารอีก 4 องค์ ขนาดสูง 0.95 เมตร
(3) สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างทำเช่นเดียวกับสถานพระพิฆเนศวร ภายในทำชั้นยกตั้งบุษบก 3 หลัง หลักกลางประดิษฐานพระนารายณ์ ทำด้วยปูน ประทับยืน 2 องค์นี้เป็นองค์จำลองของเดิมไว้ (ของเดิมได้ย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ในสมัยน้ำท่วม พุทธศักราช 2485) ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้าขนาดย่อม สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ สูง 2.50 เมตร เรียกว่า “เสาหงส์” บริเวณลานเทวสถาน ด้านหน้าประตูทางเข้ามีเทวาลัยขนาดเล็ก ประดิษฐานพระพรหมตั้งอยู่กลางบ่อน้ำสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2515 สมัยพระราชครูวามเทพมุนี เทวสถานได้ขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 หน้า 5281 ลำดับ 11 ระบุว่า เทวสถาน เป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 เสาชิงช้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโบสถ์พราหมณ์ หรือ หน้าวัดสุทัศน์เทพวนาราม แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร
ประวัติพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดฯให้สร้างขึ้นตรงหน้าเทวสถาน เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2327 ต่อมาสร้างโรงก๊าด (โรงเก็บน้ำมันก๊าด) ขึ้น ณ ที่นั่น จึงย้ายเสาชิงช้ามา ณ ที่ตั้งปัจจุบัน การสร้างเสาชิงช้าขึ้นก็เพื่อจะรักษาธรรมเนียมการสร้างพระนครตามอย่างโบราณไว้ โดยถือคติว่าจะให้พระนครมีความมั่นคงแข็งแรง กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 22 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 ลำดับที่ 10 เป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2592
การปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า ได้รับการปฏิสังขรณ์ เมื่อพุทธศักราช 2463 มีคำจารึกติดไว้เสาชิงช้า ดังนี้
“ไม้เสาชิงช้าคู่นี้กับทั้งเสาตะเกียบและทับหลัง เมื่อถึงคราวเปลี่ยนเสาเก่า บริษัท หลุยดีลี โอโนเวนส์ จำกัด ซึ่งทำการค้าไม่ได้ให้สร้างขึ้นใหม่นี้เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ นายหลุยโทมัส เลียวโอเวนส์ ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น อันเป็นผู้ที่ได้เข้าตั้งเคหะสถานอยู่ในประเทศสยามกว่า 50 ปี เสาชิงช้านี้ได้สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 12 เมษายน พุทธศักราช 2463”
พุทธศักราช 2502 กระจังที่เป็นลวดลายผลุง ได้เปลี่ยนใหม่และทาสี
พุทธศักราช 2513 สภาพของเสาชิงช้าชำรุดทรุดโทรมมมาก ต้องเปลี่ยนเสาใหม่เพื่อให้มั่นคงแข็งแรง การปรับปรุงบูรณะได้พยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ทุกประการ งานแล้วเสร็จและได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พุทธศักราช 2515
“เสาชิงช้ามีความสูงจากฐานกลมถึงยอดลายกระจังไม้ประมาณ 21 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐานกลมประมาณ 10.50 เมตร ฐานกลมก่อเป็นฐานปัทม์ทำด้วยหินล้างสีขาว พื้นปูนกระเบื้องดินเผาสีแดง มีบันได 2 ชั้น ทั้ง 2 ด้าน ที่ถนนบำรุงเมืองตัดผ่านตามแนวโค้งของฐานติดแผ่นจารึกเสาชิงช้า เสาชิงช้าแกนกลางคู่และเสาตะเกียบ 2 คู่ เป็นเสาหิวเม็ดล้วนทำด้วยไม้สักกลึงกลม กระจังและหูช้างไม้เป็นลวดลายไทย ติดสายล่อฟ้า จากลวดลายกระจังด้านบนลงดิน”
เทวรูปต่างๆ ที่ประดิษฐานในเทวสถานนั้น สันนิษฐานว่าจะชะลอมาจากที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์เทวรูปที่เป็นประธานในแต่ละโบสถ์นั้น จะเป็นเทวรูปที่ได้จากสุโขทัย ด้วยเทียบเคียงศิลปะในสมัยนั้นกับเทวรูปที่มีอยู่มีลักษณะคล้ายกันมาก “...พระโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าพนังเชิง ให้พระพิเรน ณ เท ขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองโศกโขทัย ชะลอเลื่อนลงมากรุง ประทับสมโภช 7 วัน
วัดสุทัศน์นี้กำหนดว่าเป็นกึ่งกลางพระนคร จึงตั้งเทวสถานมีเสาชิงช้าลง ณ ที่นั้นตามประเพณีพระนครโบราณข้อซึ่งว่าพระราชประสงค์จะทำให้สูงเท่าวัดพนังเชิงนั้นก็ชอบกล เพราะถมพื้นสูงขึ้นไปมากในพระนครที่เป็นที่ลุ่ม....” เป็นใจความที่ได้จากหมาย “...ฉบับหนึ่งด้วยพระยาอภัยรณฤทธิ รับสั่งใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสั่งว่า พระฤกษ์จะขุรากพระอุโบสถ วัดทำใหม่ ณ เสาชิงช้า พระราชาคณะ 20 รูป จะได้สวดพระพุทธมนต์ ณ วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 4 ค่ำ ปีเถาะ นพศก (จุลศักราช 1164) เพลาบ่าย...” “..... เชิญพระศรีศากยมุนีมากรุงเทพฯ”
จุลศักราช 1170 ปีมะโรง สัมฤทธิศก เป็นปีที่ 27 ในรัชกาลที่ 1 ณ วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 11 ค่ำ เชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารหลวงวัดมหาธาตุลงมาจากเมืองสุโขทัย หน้าตัก 3 วาคืบ สมโภชที่หน้าตำหนักแพ 3 วัน ครั้น ณ เดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ เชิญพระขึ้นจากแพทางประตูท่าช้างไปทำร่มไว้ข้างถนนเสาชิงช้า ประตูนั้นก็เรียกว่า ประตูท่าพระ มาจนถึงทุกวันนี้ เหตุว่าต้องรื้อประตูจึงเชิญเข้าไปได้ พระพุทธรูปองค์นี้ภายหลังได้ถวายนามว่า พระศรีศากยมุนี....” จากข้อความที่ยกมานี้พอจะทำให้ทราบได้ว่า เมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงชะลอพระพุทธรูปมาจากสูโขทัย เมื่อพุทธศักราช 2351 นั้น ทรงมีการเตรียมการไว้ก่อนแล้ว โดยให้สร้างวัดขึ้นกำหนดกลางพระนคร คือ บริเวณใกล้เสาชิงช้าและเทวสถาน แสดงว่าขณะนั้นมีเทวสถานและเสาชิงช้าอยู่ก่อนแล้วเป็นมั่นคงจากการสันนิษฐานตามหลักฐานดังกล่าว คงจะเสด็จไปสุโขทัยหลายครั้ง จึงได้ชะลอพระศรีศากยมุนีลงมาและ
พอจะมนุมานได้อีกว่า เทวรูปที่เทวสถานคงจะได้มาจากสุโขทัยเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นเวลาห่างกันถึง 24 ปีก็ตาม ด้วยเทวสถานได้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2327 ตามคติโบราณในการสร้างพระนครใหม่นั้น ให้สร้างเทวสถานและเสาชิงช้า เพื่อบูชาพระศิวะ ผู้ทรงประทานพร พระนารายณ์ผู้ทรงรักษา พระพรหมผู้สร้าง เมื่อจัดตั้งเทวสถานแล้วก็เป็นสถานที่จะกราบไหว้เทพเจ้าสำคัญ และการสร้างเสาชิงช้าก็เป็นคติในการทำให้บ้านเมืองแข็งแรง พิธีที่ทำให้ประเทศชาติมั่นคงตามลัทธิจั้น คือ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ซึ่งจะทำพิธีโล้ชิงช้าแสดงตำนานเทพเจ้าตอนสร้างโลก เมื่อได้ทำพิธีนี้แล้วถือว่าการสร้างพระนคร ได้สำเร็จลงโดยสมบูรณ์ เมื่อสร้างพระนครเรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต่อไป

โครงสร้างองค์การ
โครงสร้างองค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง ประกอบด้วย ประธานพระครูพราหณ์ ที่ปรึกษาคระพราหมณ์ พระครูพราหมณ์ จำนวน 3 ท่าน และพราหมณ์พิธี จำนวน 11 ท่าน ดังนี้

การบริหารจัดการ
องค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง มีการบริหารจัดการโดยคณะพราหมณ์ ตามแผนภูมิที่ 7.4-1 โดยแบ่งงานออกเป็น 7 ด้าน ดังนี้
(1) ด้านงานพราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีถวายแด่พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในวาระสำคัญต่างๆ
(2) ด้านหน่วยงานและเอกชน เป็นผู้ประกอบพิธีตามประเพณี และวัฒนธรรมไทยแต่โบราณ ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการรวมขวัญและมงคลของประชาชน เช่น พระราชพิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย – ตรีปวาย เป็นต้น
(3) พิธีเกี่ยวกับรัฐ บวงสรวงวาระสำคัญวันสถาปนา
(4) พิธีเกี่ยวกับประชาชน เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีเกิด ทำขวัญเดือน ตัดจุก แต่งงาน ปลูกบ้าน และพิธีมงคลตามวาระที่มีความประสงค์
(5) ด้านการเผยแพร่ ส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่ตามคติประเพณี ด้วยการประกอบพิธีกรรม เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีแต่โบราณ การให้ความรู้ และการสอนปรัชญาของศาสนา
(6) ด้านการเตรียมบุคลากรพราหมณ์ผู้สืบทอดศาสนา ให้การศึกษาและให้โอกาสลูกหลานพราหมณ์ไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดีย โดยมุ่งให้ความรู้ด้านปรัชญาและศาสนา ตามความสามารถของแต่ละคน ให้ความรู้การฝึกฝนด้านการประกอบพิธีกรรม
(7) ด้านการสังคมสงเคราะห์ จัดตั้งมูลนิธิ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ในประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือด้านการศาสนา บูรณะ และส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชน สนับสนุนกิจการด้านจริยธรรมและวัฒนธรรม

บุคคลสำคัญ
องค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง ไม่มีองค์ศาสดาให้นับถือเหมือนศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากการนับถือคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น หากจะมีการนับถือ ก็จะมีเพียงเทพเจ้าสำคัญๆ ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซึ่งได้แก่ ท้าวกุเวร พระคเณศ พญานาค พระคงคา พระธรณี พระพรหมา พระพิฆเนศวร พระยม พระลักษมี พระวรุณ พระวาย พระวิษณุ พระศิวะ พระสรัสวดี และพระอินทร์

สถานที่ตั้งและการติดตั้ง
ที่ตั้ง : สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2222-6951
โทรสาร : 0-2224-1211
อีเมล์ : org_devas@hotmail.com
เว็บไซต์ : http://www.devasthan.org/index.html


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล
 

องค์การทางศาสนา

สำนักพราหมณ์พระราชครู : ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง

ประวัติ
สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง หรือเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปว่า “โบสถ์พราหมณ์” ตั้งอยู่เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2327 ภายในมีโบสถ์อยู่ 3 หลัง ก่ออิฐถือปูน มีกำแพงล้อมรอบ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2329 ทรงสร้างเทวสถานและเสาชิงช้าขึ้นตามประเพณีพระนครโบราณ เป็นเทวสถานที่มีพราหมณ์เป็นผู้ดูแล และพระราชพิธีสำคัญสำหรับพระนคร ทั้งนี้ ภายในเทวสถานจะประกอบด้วยโบสถ์ 3 หลัง ดังนี้
(1) สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนไม่มีพาไล โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าหลังอื่นทุกหลัง หลังคาทำชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันด้านหน้ามีเทวรูปปูนปั้นนูน รูปพระอิศวร พระอุมาและเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์ อยู่ในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคบันทิ หน้าบันด้านหลังไม่มีลวดลายภายในเทวสถานมีเทวรูปพระอิศวรทำด้วยสำริด ประทับยืนขนาด 1.87 เมตร ปางประทานพร โดยยกพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง และยังมีเทวรูปขนาดกลางอีก 31 องค์ ประดิษฐานในเบญจา (ชุกชี) ถัดไปด้านหลังเบญจามีเทวรูป ศิวลึงค์ 2 องค์ ทำด้วยหินสีดำ ด้านหน้าเบญจามีชั้นลด ประดิษฐานเทวรูปพระพรหม 3 องค์ พระราชครูวามเทพมุนีเป็นผู้สร้าง เมื่อพุทธศักราช 2514 พระสรัสวดี 1 องค์ (พระนางสรัสวดี นี้ นายลัลลาล ประสาททวยาส ชาวอินเดียเป็นผู้ถวาย เมื่อประมาณ 20 ปี มานี้) สองข้างแท่นลด มีเทวรูปพระอิศวรทรงโคนันทิและพระอุมาทรงโคนันทิ เป็นศิลปะปูนปั้นโบราณมีมาแล้วก่อนสมัยราชกาลที่ 5 ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้า 2 ต้น สูง 2.50 เมตร สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ (พระพรหม) พิธีข้าหงส์ในวันแรม 1 ค่ำ และวันแรม 5 ค่ำ เดือนนั้น เป็นพิธีที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ส่วนในวันแรม 3 ค่ำ เป็นพิธีที่เพิ่งจัดให้มีขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน ภายหลังจากที่พระราชครูวามเทพนุนี ได้จัดสร้างเทวรูปพระพรหมถวายเนื่องในมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ พระนักษัตร
(2) สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างยังคงศิลปะอยุธยาที่สร้างโบสถ์ที่มีพาไล ตัวโบสถ์ไม่มีลวดลาย หลังคามีชั้นลด 1 ชั้น หน้าบันเรียบ ไม่มีรูปเทวรูปปูนปั้นเหมือนสถานพระอิศวร ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวร 5 องค์ ล้วนทำด้วยหิน คือ หินแกรนิต 1 องค์ หินทราย 1 องค์ หินเขียว 2 องค์ ทำด้วยสำริด 1 องค์ ประดิษฐานบนเบญจา ประทับนั่งทุกองค์ องค์หนึ่งมีขนาดสูง 1.06 เมตร เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ข้างหน้า องค์บริวารอีก 4 องค์ ขนาดสูง 0.95 เมตร
(3) สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การก่อสร้างทำเช่นเดียวกับสถานพระพิฆเนศวร ภายในทำชั้นยกตั้งบุษบก 3 หลัง หลักกลางประดิษฐานพระนารายณ์ ทำด้วยปูน ประทับยืน 2 องค์นี้เป็นองค์จำลองของเดิมไว้ (ของเดิมได้ย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ในสมัยน้ำท่วม พุทธศักราช 2485) ตรงกลางโบสถ์มีเสาลักษณะคล้ายเสาชิงช้าขนาดย่อม สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ สูง 2.50 เมตร เรียกว่า “เสาหงส์” บริเวณลานเทวสถาน ด้านหน้าประตูทางเข้ามีเทวาลัยขนาดเล็ก ประดิษฐานพระพรหมตั้งอยู่กลางบ่อน้ำสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2515 สมัยพระราชครูวามเทพมุนี เทวสถานได้ขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 หน้า 5281 ลำดับ 11 ระบุว่า เทวสถาน เป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติ ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 เสาชิงช้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโบสถ์พราหมณ์ หรือ หน้าวัดสุทัศน์เทพวนาราม แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร
ประวัติพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดฯให้สร้างขึ้นตรงหน้าเทวสถาน เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พุทธศักราช 2327 ต่อมาสร้างโรงก๊าด (โรงเก็บน้ำมันก๊าด) ขึ้น ณ ที่นั่น จึงย้ายเสาชิงช้ามา ณ ที่ตั้งปัจจุบัน การสร้างเสาชิงช้าขึ้นก็เพื่อจะรักษาธรรมเนียมการสร้างพระนครตามอย่างโบราณไว้ โดยถือคติว่าจะให้พระนครมีความมั่นคงแข็งแรง กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 64 วันที่ 22 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2492 ลำดับที่ 10 เป็น “โบราณวัตถุสถาน” สำคัญของชาติประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2592
การปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า ได้รับการปฏิสังขรณ์ เมื่อพุทธศักราช 2463 มีคำจารึกติดไว้เสาชิงช้า ดังนี้
“ไม้เสาชิงช้าคู่นี้กับทั้งเสาตะเกียบและทับหลัง เมื่อถึงคราวเปลี่ยนเสาเก่า บริษัท หลุยดีลี โอโนเวนส์ จำกัด ซึ่งทำการค้าไม่ได้ให้สร้างขึ้นใหม่นี้เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ นายหลุยโทมัส เลียวโอเวนส์ ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น อันเป็นผู้ที่ได้เข้าตั้งเคหะสถานอยู่ในประเทศสยามกว่า 50 ปี เสาชิงช้านี้ได้สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 12 เมษายน พุทธศักราช 2463”
พุทธศักราช 2502 กระจังที่เป็นลวดลายผลุง ได้เปลี่ยนใหม่และทาสี
พุทธศักราช 2513 สภาพของเสาชิงช้าชำรุดทรุดโทรมมมาก ต้องเปลี่ยนเสาใหม่เพื่อให้มั่นคงแข็งแรง การปรับปรุงบูรณะได้พยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ทุกประการ งานแล้วเสร็จและได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พุทธศักราช 2515
“เสาชิงช้ามีความสูงจากฐานกลมถึงยอดลายกระจังไม้ประมาณ 21 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐานกลมประมาณ 10.50 เมตร ฐานกลมก่อเป็นฐานปัทม์ทำด้วยหินล้างสีขาว พื้นปูนกระเบื้องดินเผาสีแดง มีบันได 2 ชั้น ทั้ง 2 ด้าน ที่ถนนบำรุงเมืองตัดผ่านตามแนวโค้งของฐานติดแผ่นจารึกเสาชิงช้า เสาชิงช้าแกนกลางคู่และเสาตะเกียบ 2 คู่ เป็นเสาหิวเม็ดล้วนทำด้วยไม้สักกลึงกลม กระจังและหูช้างไม้เป็นลวดลายไทย ติดสายล่อฟ้า จากลวดลายกระจังด้านบนลงดิน”
เทวรูปต่างๆ ที่ประดิษฐานในเทวสถานนั้น สันนิษฐานว่าจะชะลอมาจากที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์เทวรูปที่เป็นประธานในแต่ละโบสถ์นั้น จะเป็นเทวรูปที่ได้จากสุโขทัย ด้วยเทียบเคียงศิลปะในสมัยนั้นกับเทวรูปที่มีอยู่มีลักษณะคล้ายกันมาก “...พระโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าพนังเชิง ให้พระพิเรน ณ เท ขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองโศกโขทัย ชะลอเลื่อนลงมากรุง ประทับสมโภช 7 วัน
วัดสุทัศน์นี้กำหนดว่าเป็นกึ่งกลางพระนคร จึงตั้งเทวสถานมีเสาชิงช้าลง ณ ที่นั้นตามประเพณีพระนครโบราณข้อซึ่งว่าพระราชประสงค์จะทำให้สูงเท่าวัดพนังเชิงนั้นก็ชอบกล เพราะถมพื้นสูงขึ้นไปมากในพระนครที่เป็นที่ลุ่ม....” เป็นใจความที่ได้จากหมาย “...ฉบับหนึ่งด้วยพระยาอภัยรณฤทธิ รับสั่งใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสั่งว่า พระฤกษ์จะขุรากพระอุโบสถ วัดทำใหม่ ณ เสาชิงช้า พระราชาคณะ 20 รูป จะได้สวดพระพุทธมนต์ ณ วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 4 ค่ำ ปีเถาะ นพศก (จุลศักราช 1164) เพลาบ่าย...” “..... เชิญพระศรีศากยมุนีมากรุงเทพฯ”
จุลศักราช 1170 ปีมะโรง สัมฤทธิศก เป็นปีที่ 27 ในรัชกาลที่ 1 ณ วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 11 ค่ำ เชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารหลวงวัดมหาธาตุลงมาจากเมืองสุโขทัย หน้าตัก 3 วาคืบ สมโภชที่หน้าตำหนักแพ 3 วัน ครั้น ณ เดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ เชิญพระขึ้นจากแพทางประตูท่าช้างไปทำร่มไว้ข้างถนนเสาชิงช้า ประตูนั้นก็เรียกว่า ประตูท่าพระ มาจนถึงทุกวันนี้ เหตุว่าต้องรื้อประตูจึงเชิญเข้าไปได้ พระพุทธรูปองค์นี้ภายหลังได้ถวายนามว่า พระศรีศากยมุนี....” จากข้อความที่ยกมานี้พอจะทำให้ทราบได้ว่า เมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงชะลอพระพุทธรูปมาจากสูโขทัย เมื่อพุทธศักราช 2351 นั้น ทรงมีการเตรียมการไว้ก่อนแล้ว โดยให้สร้างวัดขึ้นกำหนดกลางพระนคร คือ บริเวณใกล้เสาชิงช้าและเทวสถาน แสดงว่าขณะนั้นมีเทวสถานและเสาชิงช้าอยู่ก่อนแล้วเป็นมั่นคงจากการสันนิษฐานตามหลักฐานดังกล่าว คงจะเสด็จไปสุโขทัยหลายครั้ง จึงได้ชะลอพระศรีศากยมุนีลงมาและ
พอจะมนุมานได้อีกว่า เทวรูปที่เทวสถานคงจะได้มาจากสุโขทัยเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นเวลาห่างกันถึง 24 ปีก็ตาม ด้วยเทวสถานได้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2327 ตามคติโบราณในการสร้างพระนครใหม่นั้น ให้สร้างเทวสถานและเสาชิงช้า เพื่อบูชาพระศิวะ ผู้ทรงประทานพร พระนารายณ์ผู้ทรงรักษา พระพรหมผู้สร้าง เมื่อจัดตั้งเทวสถานแล้วก็เป็นสถานที่จะกราบไหว้เทพเจ้าสำคัญ และการสร้างเสาชิงช้าก็เป็นคติในการทำให้บ้านเมืองแข็งแรง พิธีที่ทำให้ประเทศชาติมั่นคงตามลัทธิจั้น คือ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย ซึ่งจะทำพิธีโล้ชิงช้าแสดงตำนานเทพเจ้าตอนสร้างโลก เมื่อได้ทำพิธีนี้แล้วถือว่าการสร้างพระนคร ได้สำเร็จลงโดยสมบูรณ์ เมื่อสร้างพระนครเรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต่อไป

โครงสร้างองค์การ
โครงสร้างองค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง ประกอบด้วย ประธานพระครูพราหณ์ ที่ปรึกษาคระพราหมณ์ พระครูพราหมณ์ จำนวน 3 ท่าน และพราหมณ์พิธี จำนวน 11 ท่าน ดังนี้

การบริหารจัดการ
องค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง มีการบริหารจัดการโดยคณะพราหมณ์ ตามแผนภูมิที่ 7.4-1 โดยแบ่งงานออกเป็น 7 ด้าน ดังนี้
(1) ด้านงานพราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีถวายแด่พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในวาระสำคัญต่างๆ
(2) ด้านหน่วยงานและเอกชน เป็นผู้ประกอบพิธีตามประเพณี และวัฒนธรรมไทยแต่โบราณ ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวกับการรวมขวัญและมงคลของประชาชน เช่น พระราชพิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย – ตรีปวาย เป็นต้น
(3) พิธีเกี่ยวกับรัฐ บวงสรวงวาระสำคัญวันสถาปนา
(4) พิธีเกี่ยวกับประชาชน เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีเกิด ทำขวัญเดือน ตัดจุก แต่งงาน ปลูกบ้าน และพิธีมงคลตามวาระที่มีความประสงค์
(5) ด้านการเผยแพร่ ส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่ตามคติประเพณี ด้วยการประกอบพิธีกรรม เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีแต่โบราณ การให้ความรู้ และการสอนปรัชญาของศาสนา
(6) ด้านการเตรียมบุคลากรพราหมณ์ผู้สืบทอดศาสนา ให้การศึกษาและให้โอกาสลูกหลานพราหมณ์ไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดีย โดยมุ่งให้ความรู้ด้านปรัชญาและศาสนา ตามความสามารถของแต่ละคน ให้ความรู้การฝึกฝนด้านการประกอบพิธีกรรม
(7) ด้านการสังคมสงเคราะห์ จัดตั้งมูลนิธิ เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ในประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือด้านการศาสนา บูรณะ และส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชน สนับสนุนกิจการด้านจริยธรรมและวัฒนธรรม

บุคคลสำคัญ
องค์กรของสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง ไม่มีองค์ศาสดาให้นับถือเหมือนศาสนาอื่น ทั้งนี้เพราะ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากการนับถือคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น หากจะมีการนับถือ ก็จะมีเพียงเทพเจ้าสำคัญๆ ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซึ่งได้แก่ ท้าวกุเวร พระคเณศ พญานาค พระคงคา พระธรณี พระพรหมา พระพิฆเนศวร พระยม พระลักษมี พระวรุณ พระวาย พระวิษณุ พระศิวะ พระสรัสวดี และพระอินทร์

สถานที่ตั้งและการติดตั้ง
ที่ตั้ง : สำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง เลขที่ 268 ถนนบ้านดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 0-2222-6951
โทรสาร : 0-2224-1211
อีเมล์ : org_devas@hotmail.com
เว็บไซต์ : http://www.devasthan.org/index.html


สมัครสมาชิกเพื่อติดตามศาสนสถานที่แห่งนี้ หรือแจ้งแก้ไขข้อมูล