ศาสนาอิสลาม

องค์กรศาสนา

สำนักจุฬาราชมนตรี
อาคารหอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ (ชั้น 3)
45 หมู่ 3 ถนนคลองเก้า
แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530
โทร. 0 2949 4278-88 , 0 2949 4312-3
โทรสาร. 0 2949 4220

ประวัติศาสนา

ศาสนาอิสลามได้ถือกำเนิดขึ้น ณ นครมักกะห์ บนคาบสมุทรอาหรับมากว่า 1,400 ปี ศาสดามุฮัมมัดได้นำโองการจากอัลลอฮ์มาเผยแผ่แก่มนุษยชาติ เพื่อเชิญชวนสู่การภักดีต่ออัลลอฮ์องค์เดียว ศาสดามุฮัมมัดได้ทำหน้าที่เผยแผ่อิสลามในมหานครมักกะห์ เป็นเวลา 13 ปี มีผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่คน มิหนำซ้ำยังถูกชาวอาหรับที่ปฏิเสธศรัทธารุมทำร้ายอย่างแสนสาหัสจนทำให้ต้องอพยพไปยังนครมะดีนะห์ ณ มหานครแห่งนี้ ศาสดามุฮัมมัดได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมือง บรรยากาศแห่งความเป็นพี่น้องกันนี้เอง ท่านได้ประกาศสัจธรรมอิสลามเป็นเวลา 10 ปี และกว่า 1,400 ปี ที่อิสลามแผ่ขยายสู่ชาวโลกจนมีผู้นับถือกว่า 1,600 ล้านคน

หลังจากศาสดามุฮัมมัดได้เสียชีวิตที่นครมะดีนะห์ไม่นาน สถานการณ์ด้านการปกครองในคาบสมุทรอาหรับ โดยเฉพาะแถบเปอร์เซียเริ่มไม่ราบรื่น และแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก เนื่องจากเกิดความคลั่งไคล้ในตัวบุคคลจนเกิดขอบเขต จนกระทั่งมีการสู้รบกันเองและแบ่งเป็นนิกายมาจนถึงปัจจุบันและในบรรดานิกายที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดมีอยู่ 2 นิกาย ได้แก่ นิกายซุนนี หรือชาวซุนนะห์ และนิกายชีอะห์ ชาวซุนนะห์หมายถึงมุสลิมที่ปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและแบบฉบับของศาสดา  มุฮัมมัดโดยเคร่งครัดและเป็นหลักสำคัญ ชาวซุนนะห์เป็นชนส่วนใหญ่ของมุสลิมที่อาศัยอยู่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย ส่วนนิกายชีอะห์จะมีแนวการปฏิบัติที่อาจแตกต่างออกไปในบางเรื่องโดยเฉพาะการให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามอิหม่ามหรือผู้นำจิตวิญญาณของตน

“อิสลาม” เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การยอมจำนน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม เมื่อนำคำว่า อิสลาม มาเป็นชื่อของศาสนาจึงมีความหมายว่า เป็นศาสนาแห่งการยอมนอบน้อม จำนนต่อพระเจ้าคือ อัลลอฮ์ อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายที่ถูกประทางลงมาจากชั้นฟ้าด้วยความพอพระทัยของอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าที่จะมอบให้แก่มวลมนุษยชาติ พระองค์ทรงส่งท่านศาสดามุฮัมมัด บุตร อับดุลลอฮ์ มานำทางมนุษย์และญิน เพื่อให้ความเอกะแด่พระองค์ในการเป็นพระผู้อภิบาลและการเป็นพระเจ้า พร้อมทั้งยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความพอใจและสมัครใจ ปฏิบัติตามคำบัญชาใช้ของพระองค์และออกห่างไกลจากคำสั่งห้ามของพระองค์ และพิพากษาความผิดตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ พร้อมทั้งยึดมั่นในจริยธรรมอันสูงส่งแห่งอิสลาม โดยการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักการอิสลาม 5 ประการ และหลักศรัทธาอีก 6 ประการ เพื่อให้เกิดคุณธรรมในจิตสำนึกอันจะนำมาซึ่งการเกื้อกูลกันในสังคม

“มุสลิม” เป็นคำภาษาอาหรับเช่นกัน หมายถึง ผู้ที่นอบน้อมยอมจำนนต่อข้อบัญญัติของอัลลอฮ์นั่นก็หมายถึง ผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม

อิสลาม เป็นศาสนาที่ถูกกำหนดมาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกซึ่งมีพระนามว่า อัลลอฮ์ ดังนั้น อิสลามจึงเริ่มต้นตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกในโลกนี้ คือ อาดัม และในทุกยุคทุกสมัยอัลลอฮ์ได้แต่งตั้ง ศาสนทูตของพระองค์ เพื่อทำหน้าที่สั่งสอนผู้คนให้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง และปฏิบัติตามข้อบัญญัติของพระองค์ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน บรรดาศาสนาก่อนหน้าศาสดามุฮัมมัดนั้นยังมิได้เรียกชื่อว่าเป็น ศาสนาอิสลาม จนกระทั่งถึงยุคของศาสดามุฮัมมัด ท่านได้เผยแพร่ข้อบัญญัติจากอัลลอฮ์ โดยใช้ชื่อว่า อิสลาม หรือ ศาสนาอิสลาม ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจึงมักเข้าใจว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อ 1,400 กว่าปีที่ผ่านมา

อิสลาม เป็นคำสอนที่อัลลอฮ์ได้กำหนดให้แก่มวลมนุษยชาติในโลกนี้ ไม่ใช่คำสอนที่ถูกกำหนดมาเพื่อเฉพาะกลุ่มชนชาวอาหรับเท่านั้น เพียงแต่ว่าศาสดามุฮัมมัด เป็นชาวอาหรับจึงเริ่มเผยแพร่จากถิ่นที่อยู่ของท่านและได้ขยายออกสู่ดินแดนต่างๆ ของโลก

ศาสดาของศาสนาอิสลามมีชื่อว่า มุฮัมมัด มุสลิมจะเรียก มุฮัมมัดว่า นบี หรือ ร่อซู้ล คำว่า นบี หมายถึง ผู้ได้รับโองการ และข้อบัญญัติต่างๆ จากอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า คำว่า ร่อซู้ล หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่นำบัญญัตินั้นออกเผยแพร่สู่บุคคลอื่นๆ ด้วย

มุฮัมมัด เป็นทั้งนบี(ศาสดา)และร่อซู้ลท่านสุดท้ายที่ได้นำหลักคำสอนจากอัลลอฮ์มาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ และจะไม่มีศาสดาคนใหม่หลังจากมุฮัมมัด อีกแล้ว

ท่านนบีมุฮัมมัด เกิดที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในวันจันทร์ที่ 12 เดือน รอบีอุลเอาวัล (เดือนที่ 3 ของปฏิทินอาหรับ) ปีช้าง (ค.ศ. 571) บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮ์ และได้เสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังอยู่ในครรภ์ของมารดา ส่วนมารดาของท่านชื่อ อามีนะห์ และได้เสียชีวิตลงขณะที่ท่านมีอายุได้ 6 ขวบ ท่านจึงได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากปู่ของท่านที่ชื่อว่าอับดุลมุฎฎอลิบ และต่อมาก็อยู่ในความอุปการะของลุงที่ชื่อว่าอะบูฏอลิบ โดยในขณะเยาว์วัยนั้นนางฮาลีมะห์ได้เป็นแม่นมของท่าน

ขณะเยาว์วัยท่านได้ดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงแกะในชนบทชาญเมืองมักกะห์ เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มท่านได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำกองคาราวานสินค้าของนางคอดีญะห์เดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ และได้นำกำไรมหาศาลกลับมาให้นางคอดีญะห์ จนได้รับฉายาว่า อัลอามีน ซึ่งแปลว่า ผู้ซื่อสัตย์

เมื่ออายุครบ 25 ปี ท่านได้แต่งงานกับนางคอดีญะห์ ซึ่งในขณะนั้นนางเป็นหญิงหม้ายอายุ 40 ปี

เมื่อท่านอายุได้ 40 ปี อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งท่านให้เป็น นบีและร่อซู้ล เพื่อรับข้อบัญญัติจากพระองค์และนำคำสอนของบัญญัติต่างๆ มาเผยแพร่ ในช่วงเริ่มแรกของการเผยแพร่คำสอนอิสลามนั้น ท่านได้รับการต่อต้านและถูกทำร้ายอย่างหนักจากชาวกุเรชในนครมักกะห์ จึงทำให้มีผู้ยอมรับและศรัทธาในคำสอนที่ท่านนำมาเผยแพร่ไม่มากนัก โดยท่านได้เผยแพร่คำสอนอิสลามที่นครมักกะฮ์เป็นเวลา13 ปี และไม่สามารถทนต่อการทำร้ายของชาวกุเรชได้ ท่านจึงใช้ให้ผู้ศรัทธาอพยพไปยังนครมะดีนะห์ และตัวท่านได้อพยพตามไปในภายหลัง ท่านได้ทำการเผยแพร่อิสลามที่นครมะดีนะห์เป็นเวลา 10 ปี ณ นครมะดีนะห์ทำให้อิสลาฒสามารถแผ่ขยายออกไปสู่ดินแดนห่างไกลนอกคาบสมุทรอาหรับ ดังกล่าวรวมเวลาในการเผยแพร่คำสอนอิสลามของท่านทั้งสิ้น 23 ปี และท่านได้เสียชีวิตที่นครมะดีนะห์ ในวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล  ฮ.ศ. 11  ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 632  (พ.ศ. 1176)  รวมอายุได้ 63 ปี และศพของท่านถูกฝังอยู่ ณ นครมะดีนะห์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

 

อิสลามในประเทศไทย

ศาสนาอิสลามมีจุดเริ่มต้นการเผยแพร่จากคาบสมุทรอาหรับและได้ขยายเข้าสู่ดินแดนต่างๆ ของโลก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากคาบสมุทรอาหรับเข้าสู่เปอร์เซียและโดยพ่อค้าจากคาบสมุทรอาหรับและเปอร์เซียที่นำสินค้าเข้ามาขายยังแหลมมลายู ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงตอนใต้ของประเทศไทย ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่เป็นมิตร และความเคร่งครัดในบัญญัติแห่งอิสลามของบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น จึงเป็นเหตุให้ผู้คนที่คบค้าด้วยเกิดความประทับใจและพอใจที่จะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อิสลามได้ขยายเข้าสู่ภาคกลางและภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย โดยการอพยพและย้ายถิ่นฐานของมุสลิม นอกจากนี้ ยังมีมุสลิมชาวต่างชาติได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนของไทยด้วย เช่น ชาวเปอร์เซีย เป็นต้น


หลักความเชื่อมั่นและแนวทางของชาวซุนนะห์(ซุนนี)

นิยามความหมาย

หลักความเชื่อมั่นของชาวซุนนะห์เป็นหลักการเชื่อมั่นของบรรดาผู้ที่ศรัทธาอย่างแน่วแน่ต่ออัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า รวมถึงการศรัทธาในพระนาม และลักษณะนามของพระองค์ การศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะห์    (บ่าวของอัลลอฮ์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างจากรัศมี) การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ การศรัทธาต่อวันสิ้นโลก และการศรัทธาต่อกำหนดสภาวะทั้งดีและร้ายของพระองค์ รวมถึงสิ่งเร้นลับที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน

การก่อตั้ง

ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม(ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและความศานติแด่ท่านด้วย) คือผู้ก่อตั้งหลักการเชื่อมั่นนี้ โดยได้รับโองการด้วยการดลใจจากอัลลอฮ์ ที่เรียกหลักการเชื่อมั่นนี้ว่า ชาวซุนนะห์ เนื่องจากผู้ที่ยึดถือแนวทางนี้คือผู้ที่เจริญรอยตามแบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมมัด

หลักการเชื่อมั่นของชาวซุนนะห์(ซุนนี)

หลักการเชื่อมั่นของชาวซุนนะห์ หมายถึง เนื้อแท้ของอิสลาม คือ หลักการเชื่อมั่น หรือหลักศรัทธาที่ไม่มีนิกาย ไม่มีกลุ่ม ดังนั้น หลักการโดยรวมของชาวซุนนะห์หมายถึงสิ่งดังต่อไปนี้

  1. แหล่งกำเนิดของหลักการเชื่อมั่นคือ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน แบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมมัด และการเห็นพ้องต้องกันของบรรดานักปราชญ์อิสลาม ในกรณีเรื่องที่ต้องใช้การวินิจฉัย 
  2. ทุกสิ่งที่มีรายงานอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน คือ บัญญัติศาสนาของมุสลิมทุกคนและทุกสิ่งที่มีรายงานมาอย่างถูกต้องจากท่านศาสดา คือ แบบอย่างของท่านที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้ว่าจะมีสายรายงานแบบอย่างของท่านเพียงคนเดียวก็ตาม 
  3. ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้แจ้งรายละเอียดทั้งหมดของศาสนาไว้เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน กล่าวอ้างว่า อิสลามยังไม่สมบูรณ์ ถือว่ากล่าวเท็จทั้งสิ้น

 

นิกายในอิสลาม

นิกาย ในที่นี้หมายถึง แนวความคิดรุนแรงที่ทำให้ผู้ฝักใฝ่จำนวนมิใช่น้อยต้องออกนอกแนวทางที่ถูกต้องของอิสลามโดยสิ้นเชิง ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้ไม่ใช่แนวทางนิติบัญญัติที่เกิดขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดนิกายในอิสลาม  คือ

  1. การนำหลักปรัชญาจากตะวันตกเข้ามาศึกษา พร้อมทั้งพยายามเจาะประเด็นและค้นคว้าปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องเร้นลับ เช่น ตัวตนและคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับกำหนดสภาวะทั้งดีและร้ายที่อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ให้เราเชื่อมั่น และศรัทธาโดยมิต้องค้นคว้าหรือวิเคราะห์ในรายละเอียด
  2. การแย่งชิงตำแหน่งการเป็นผู้นำ(ค่อลีฟะห์) 
  3. ความโง่เขลาเบาปัญญาและการหลงในเผ่าพันธุ์ตนเอง 
  4. ไม่มีความเข้าใจในตัวบทอย่างถูกต้อง ถึงแม้บางคนจะมีเจตนาดีก็ตาม 
  5. พลังแห่งความอิจฉาริษยาได้เข้าครอบงำจิตใจ 
  6. คนบางกลุ่มเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่แอบแฝงด้วยเจตนาทำลาย

กลุ่มหรือนิกายที่เกิดขึ้นในอิสลาม  ได้แก่

  1. นิกายชีอะห์อิมามียะห์(อิหม่ามสิบสอง)
  2. นิกายอิบาฎียะห์
  3. นิกายมัวะตะซิละห์
  4. นิกายซัยดียะห์
  5. นิกายอะชาอิเราะห์
  6. นิกายมาตุรีดียะห์